ฤดูของการฉีดวัคซีนมาถึงแล้ว 

           เมื่อย่างเข้าฤดูฝนน่าจะเป็นช่วงที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลงจากอากาศร้อนมากๆมายังอากาศที่เริ่มเย็นลงแต่ยังมีฝนตกลงมาทำให้ร่างกายของคนเราอาจจะมีการปรับตามสภาพอากาศสภาพอุณหภูมิแวดล้อมไม่ทันจึงทำให้เจ็บป่วยได้ง่ายและโรคที่มาพร้อมกับสายฝนนั้นส่วนใหญ่ก็คือโรคไข้หวัดใหญ่ซึ่งไข้หวัดใหญ่นั้นมีหลายสายพันธุ์มากไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ

หรือแม้แต่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B หรือไข้หวัดใหญ่ธรรมดาซึ่งรวมแล้วไข้หวัดใหญ่นั้นมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ด้วยกันแต่ในขณะเดียวกันหากเราต้องการที่จะปกป้องตนเองไม่ให้มีการเป็นไข้หวัดใหญ่ได้ง่ายแล้วก็ควรจะมีการฉีดวัคซีนซึ่งที่จริงแล้วถ้าเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปจนถึง 12 ปี

จะมีการกำหนดเงื่อนไขว่าเด็กจะต้องมีการฉีดวัคซีนประจำปีอยู่แล้วซึ่งตัวผู้ใหญ่เองก็ควรจะมีการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันตนเองไม่ให้เป็นไข้หวัดใหญ่เนื่องจากว่าปัจจุบันนี้ไข้หวัดใหญ่นั้นมีมากมายหลายสายพันธุ์แต่ละสายพันธุ์ก็มีความรุนแรงแตกต่างกันออกไปหาเป็นไข้หวัดใหญ่ธรรมดาเราจะสามารถหายได้เองภายในระยะเวลาแค่เพียง 3 วันเท่านั้น

แต่หากเรามีไข้หวัดใหญ่ที่เป็นประเภทสายพันธุ์เอหรือว่าสายพันธุ์ดีพวกนี้จะเป็นไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการไข้รุ่นแรงต้องทำการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลหรือถ้าจะหายเองนั้นก็อาจจะเกิน 7 วันขึ้นไปดังนั้นทางที่ดีที่สุดเราจึงควรมีการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการเป็นไข้หวัดใหญ่จะเป็นการดีที่สุดสำหรับการฉีดวัคซีนนั้นเราสามารถไปติดต่อฉีดวัคซีนได้ที่โรงพยาบาลต่างๆไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลของเอกชนหรือโรงพยาบาลของรัฐบาลซึ่งการฉีดวัคซีนสามารถฉีดได้ตลอดทั้งปีแต่ทางที่ดีช่วงเวลาที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดนั้นควรจะเป็นช่วงก่อนฤดูฝน

โดยปกติแล้วช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมนี้เองที่ตามโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะมีการประชาสัมพันธ์ให้คนไข้ไปรับการฉีดวัคซีนเพื่อเป็นการป้องกันอาการเจ็บไข้ได้ป่วยการฉีดวัคซีนไม่ได้ยืนยันได้ว่าคุณจะไม่เป็นไข้หวัดใหญ่เพียงแต่ว่าหากคุณมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้วมันจะช่วยให้อาการของคุณที่แทนที่จะเป็นอาการหนักกับทุเลาเบาบางลงหรือบางคนอาจภูมิคุ้มกันดีก็จะไม่ติดไข้หวัดใหญ่

จากเพื่อนๆโดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่ต้องไปโรงเรียนอยู่เป็นประจำทุกวันอาจจะมีการติดไข้หวัดใหญ่มาจากเพื่อนๆดังนั้นการฉีดวัคซีนป้องกันการเป็นโรคไข้หวัดใหญ่จึงเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่งปัจจุบันนี้วัคซีนมีการพัฒนามากขึ้นสามารถครอบคลุมได้ทั้ง 4 สายพันธุ์เลยทีเดียวดังนั้นหากเรามีการฉีดวัคซีนแล้วจะช่วยลดความเสี่ยงอันตราย

จากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้มากทีเดียวและที่สำคัญในช่วงนี้ที่ยังคงมีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดจะถือว่าเป็นการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ด้วยเช่นเดียวกันเพราะอาการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจะมาพร้อมกับอาการเป็นไข้นั่นเอง

       

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย

หูฟัง Monitor & Reference

หูฟัง Monitor & Reference เป็นหูฟังสำหรับมือโปร

เป็นหูฟังที่ใช้ในการทำงานโดยตรงไม่เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปเพราะมีราคาที่สูงมากหูฟังที่ใช้ในการทำงานแตกต่างกับหูฟังแบบปกติอย่างไร หูฟังที่ใช้ในการทำงานทางด้านเสียงนั้นจะมีการปรุงแต่งเสียงที่น้อยมากๆ ทั้งสิ้นเนื่องจากเราต้องการฟังในสิ่งที่เราผลิตงานออกมาเพื่อความคมชัดของเสียง ถ้าคุณทำงานในด้านเกี่ยวกับการสร้างสรรค์เสียงหรือพวกแต่งเพลง เล่นดนตรี คุณจำเป็นจะต้องใช้หูฟังประเภทนี้ เพราะหูฟังแบบปกติจะให้เสียงที่ต่างกันออกไปนั่นเอง หูฟัง Monitor (ตรวจสอบ) แบบนี้คุณอย่าไปคาดหวังเรื่องการดีไซด์ว่าจะสวยหรูหรือมีขนาดเล็กที่พกพาได้ง่าย

เพราะมันจะเป็นแบบหูฟังครอบหูอันใหญ่ จะออกแบบมาให้มีความทนทานที่สูง หูฟัง Monitor ในด้านเสียงนี้ ทำหน้าที่ตรวจสอบข้างต้นเช่น เสียงกลาง เสียงแหลม เสียงต่ำ ว่ามากไปหรือน้อยไปไหม กับผลงานการผลิตที่เราต้องการอยู่ในระดับมิติที่ใช้ได้หรือยัง เป็นการเช็คงานสร้างสรรค์ข้างต้นนั่นเอง

หูฟัง Reference (อ้างอิง) จะเป็นหูฟังที่ทำให้คุณได้รับรู้ถึงรายละเอียดของมันบางทีอาจจะให้มิติมากเกินจริงอาจจะเพี้ยนไปจากการผลิตเสียงนิดหน่อยแต่พอออกมาในระบบหูฟังตัวนี้แล้วมันจะกระชากเสียงออกมาได้เท่าตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็นหูฟังที่ใช้สำหรับอ้างอิงจะทำหน้าที่ตรวจสอบสำหรับการสร้างคอนเทนต์นั้นๆ ง่ายคือ คุณผลิตเสียงเสร็จแล้ว ใช้ Monitor แล้ว

และมาใช้ หูฟังแบบ Reference ต่อเพื่อการเช็คงานเป็นขั้นตอนไป ตัวหูฟังนี้ก็จะใช้ตรวจสอบความผิดพลาดของงานเสียง บางทีอาจจะมีเสียงลมหายใจเสียงแทรกอื่นๆ ที่เบามากๆ ที่พวกหูฟังหรือ Monitor เครื่องขยายเสียงอื่นๆ จับได้เบามากๆ แต่เจ้าตัวนี้จะทำให้เราได้ยินเสียงแทรกที่มากขึ้นและ ทำให้เราได้รู้เสียงแทรกหรือทำการตัดมันออกไปนั่นเอง

 

 

ได้รับการสนับสนุนเรื่องราวมาจาก  เครื่องช่วยฟัง

ไวรัสโคโรนา เหมือนดังซอมบี้ในภาพยนตร์

จากเหตุการณ์เมื่อปลายปี 2562 ที่ถูกปิดข่าวเกี่ยวกับเรื่องโรคระบาดที่มีชื่อว่าไวรัสโคโรน่า ซึ่งเริ่มมีข่าวออกมาช่วงกลางเดือนมกราคม 2563 ที่มีข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลก ว่ามีชาวจีนเป็นโรคนี้กัน ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นที่เมืองอู่ฮัน หนึ่งในมณฑลรัฐของประเทศจีน ซึ่งสาเหตุวิเคราะห์กันว่า เป็นผลชาวจีนนิยมนำสัตว์แปลกๆ มากินเป็นอาหาร เช่น ค้างคาว!!

จึงทำให้เกิดโรคระบาดนี้ขึ้นมา ซึ่งจริงๆ แล้ว มีหมอชาวจีนที่พบแล้วทราบว่ามีโรคนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 62 และได้มีการส่งแชทไลน์กลุ่มหมอเพื่อสนทนาเรื่องนี้กัน แต่เมื่อข่าวนี้ทราบถึงหูของทางการจีน คุณหมอท่านนี้กลับถูกเรียกไปที่สถานีตำรวจ เพื่อให้ยุติการแพร่กระจายข่าวนี้เพื่อที่จะไม่สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับคนในประเทศ ซึ่งนั่นหมายความว่า ทางการจีนและตำรวจไม่มีใครเชื่อคำพูดของหมอท่านนั้น จนเมื่อกลางเดือนมกราคม โรคนี้เริ่มแสดงผลอย่างชัดเจน ด้วยมีผลที่ว่าโรคนี้จะมีการฟักตัวเป็นระยะภายใน 14 วัน

และจะเกิดไข้ขึ้นสูง และเข้าไปทำลายที่ปอดชั้นในจนเสียชีวิต และที่สำคัญโรคนี้สามารถแพร่กระจายไปคนสู่คน ด้วยการที่แค่ไอจาม หรือโดนสารคัดหลั่งเข้าที่ตัว นั่นจึงทำให้เมืองอู่ฮั่น เริ่มมีประชากรติดโรคนี้กันอย่างต่อเนื่อง และอย่างที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า คนในประเทศจีน มักจะทำธุรกิจการค้า และเป็นครอบครัวใหญ่ที่กระจายอาศัยกันอยู่ในมณฑลรัฐต่างๆ ของประเทศ

ประกอบกับที่ช่วงระยะของการฟักตัวของไข้โคโรน่านั้น เป็นช่วงตรุษจีน ซึ่งคนจีนส่วนใหญ่จะเดินทางกลับมาที่บ้านเกิดเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล และจากนั้นก็จะกลับไปทำงานหรืออาศัยที่มณฑลรัฐอื่นๆ รวมถึงกลับไปทำธุรกิจที่ต่างประเทศ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ไวรัสตัวนี้ ได้กระจายออกจากเมืองอู่ฮั่น โดยมีพาหนะที่นำพาออกมา ก็คือตัวคนนี่แหละ

ดังนั้นการแพร่ระบาดจึงเริ่มต้นขึ้นจากเมืองอู่ฮั่น ไปเมืองอื่นๆในประเทศจีน รวมถึงลุกลามไปต่างประเทศ ด้วยการนำพาของที่ติดไข้ เข้าสู่ประเทศนั้นๆ จึงมีคำถามตามมามากมายจากทั่วทุกมุมโลกว่า จะป้องกันการอย่างไรเพราะไม่มีใครรู้เลยว่าใครติดไข้นี้มา เพราะช่วงระยะเวลาที่ไข้ยังไม่ออกฤทธิ์ ทุกคนเหมือนมีอาการปรกติ นั่นคืออีกเหตุผลที่คนที่ออกจากประเทศจีน

แล้วเดินทางไปประเทศอื่นในช่วงแรกๆ จึงไม่มีใครทราบเรื่องพวกนี้ และที่สำคัญคนจีนมีกระจายอาศัยไปอยู่ทั่วโลก!!! ซึ่ง ณ เวลานี้ ไข้ไวรัสโคโรน่า เริ่มลุกลามไปยังไปประเทศต่างๆ และเริ่มทำลายคนให้เสียชีวิตไปเรื่อยๆ เหมือนในหนังที่ซอมบี้กำลังลุกลามและแพร่กระจายไป

 

ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

ความเป็นบุหรี่ไฟฟ้า

ในชีวิตคนเรานี้เกิดมาก็จะต้องได้รู้จักกับสิ่งๆหนึ่งที่เป็นเหมือนประวัติศาสตร์นึงของเหล่ามนุษยชาติ นั้นก็คือ บุหรี่ไฟฟ้า แม้แต่ในคำศัพท์เด็กประถมยังต้องท่องคำว่าบุหรี่เลย คิดดูละกัน บุหรี่นั้นมีมาอย่างยาวนานมากๆ ไม่มีใครทราบแน่ชัดได้เลยว่ามันเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะว่าบรรพบุรุษก็สูบกันมาตั้งแต่ยุคบรรพกาลเลยก็ว่าได้ ซึ่งในสมัยก่อนก็คือมวนบุหรี่กันเองเพื่อนำมาสูบเป็นยาแน่นอนอยู่แล้วล่ะ

แล้วโทษของมันก็ถูกละเลยมาตลอดเพราะว่ามันมีสรรพคุณเป็นยาซะมากกว่า สมัยนั้นจึงค่อยๆมีความนิยมปลูกใบยาสูบขึ้นเรื่อยๆตามคนท้องถิ่นต่างๆ แล้วใบยาสูบก็มีการบ่มยากันไปเป็นหลากหลานสูตร สูบต่อๆกันมาจนชั่วลูกชั่วหลาน

ทุกวันนี้ยาสูบก็ได้กลายมาเป็นคำว่าบุหรี่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว บุหรี่ที่มีการผลิตอย่างจริงๆจังๆและขายตามร้านค้าทั่วๆไปได้อย่างไม่ผิดกฏหมาย แล้วมันจะผิดกฏหมายได้อย่างไรกันละ ในเมื่อมันถูกดำเนินประวัติศาสตร์ของตัวมันเป็นยา ซึ่งเอาจริงๆแล้วในใบยาสูบก็มีสารที่เป็นยารักษาโรคได้จริงๆนะ โดยที่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นยากันเท่าไหร่หรอก ที่ว่าบุหรี่กลับกลายเป็นยาสูบเพื่อความผ่อนคลายไปเสียแล้ว

ซึ่งยิ่งในยุคที่มีความตึงเครียดทั้งในเรื่องของงานและเรื่องของการใช้ชีวิตที่อยู่ยากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงสังคมที่เสื่อมโทรมลงไปเรื่อยๆ บุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอร์กลับกลายเป็นสิ่งที่ช่วยบรรเทาความตึงเครียดไปได้ซะอย่างนั้น มันเป็นเรื่องจริงก็จริงแต่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น คนหลายๆคนเลือกสูบบุหรี่เพราะเหตุผลหลักๆสองอย่าง

หนึ่งทำตามเพื่อน นี่ก็เป็นอะไรที่พบเจอได้มากทีเดียว วัยรุ่นหรือเด็กๆที่ยังไม่ได้พบกับความเครียดในการใช้ชีวิตก็เริ่มสูบกันเพราะเห็นคนอื่นสูบนี่แหละ ถ้าพ่อแม่นั้นไม่ปลูกฝั่งเรื่องนี้ดีๆก็รอดยากจริงๆ อย่างที่สองก็เพราะต้องการมีสิ่งผ่อนคลายช่วงระยะหนึ่งที่ได้ออกมาอมควันมองท้องฟ้า ซึ่งเป็นจริงๆในสำหรับคนที่ได้ทำมัน

โดยที่ในยุคนึงก็ได้ค้นพบว่าการที่สูบบุหรี่นั้น มีตัวยาจากใบยาสูบก็จริง แต่ว่ามันมีสารให้โทษจากการเผาไหม่นั้นเยอะยิ่งกว่าประโยชน์เสียอีก นั้นทำให้ยุคสมัยต่อๆมาก็มีการต่อต้านและรณรงค์กันให้เลิกสูบ เพราะโทษนั้นจริงๆแล้วไม่ได้มีแค่กับตัวเองเท่านั้นนะ แต่มีผลกับทั้งคนรอบข้างแล้วก็มลพิษทางอากาศอีกด้วย หลายๆประเทศก็มีการปรับกฏหมายอะไรต่างๆนาๆเพื่อบีบให้คนเริ่มสูบบุหรี่น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มราคาหรือว่าการคิดเทคโนโลยีใหม่ๆในการช่วยลดการสูบบุหรี่

วิธีป้องกันลูกน้อยจากฝุ่น PM2.5

 เนื่องจากปัญหาฝุ่นพิษหรือ ฝุ่น PM2.5 กำลังเป็นภัยเงียบที่กำลังคุกคามคนทั้งประเทศไม่ว่าจะทำอะไรหรืออยู่ที่ไหน ต่างก็ได้รับผลกระทบจากฝุ่นพิษนี้ด้วยกันทั้งหมด ซึ่งเราทราบกันดีอยู่แล้วว่าผลร้ายที่จะตามมาจะมีผลต่อสุขภาพการหายใจของเรารวมถึงสุขภาพปอดของเราอย่างมาก ยิ่งในเด็กเล็กๆแล้วการที่ต้องดูดฝุ่นพิษ PM2.5 เข้าไปเรื่อยๆ

จะมีผลต่อการพัฒนาของสมองซึ่งจะทำให้มีการพัฒนาการช้า เด็กจะโง่มากขึ้น ดังนั้นเราในฐานะผู้ปกครอง และเป็นพ่อแม่ของเด็กจึงควรหาวิธีการป้องกันฝุ่น PM2.5 ให้ห่างไกลจากลูกน้อยของเรา เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาสุขภาพและผลเสียทางด้านสมองตามมาภายหลัง มาดูกันว่าเราสามารถป้องกันอย่างไรได้บ้าง

  1. คอยติดตามข่าวสารหรือทำการดาวน์โหลด Application ที่สามารถวัดค่า ฝุ่น PM2.5 ได้ว่าตรงบริเวณที่เราอยู่หรือมีบริเวณไหนที่มีค่า ฝุ่น PM2.5 สูงบ้างซึ่งหากเราทราบแล้วเราก็ไม่ควรพาลูกของเราออกไปในบริเวณที่ค่าฝุ่น PM2.5 มีค่าสูงเพื่อความปลอดภัยของลูก
  2. หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องเดินทางไปยังจุดที่มีค่า ฝุ่น PM2.5 สูงให้หาหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่น PM2.5ได้และมีขนาดที่เหมาะสมกับเด็กมาใส่ให้เด็กก่อนออกจากอาคาร
  3. สำหรับในบ้านเรือนและตัวอาคารที่เราอยู่อาศัย เราควรจะมีการติดตั้งที่กรองฝุ่น ที่สามารถกรองฝุ่นระดับ ฝุ่น PM2.5 ได้หรือใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีระบบการกรองฝุ่น PM2.5
  4. กินอาหารและผลไม้ที่มีวิตามินซีและอี และโอเมก้า 3 
  5. งดให้เด็กออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะหมดปัญหาเกี่ยวกับฝุ่นพิษ
  6. เลิกสูบบุหรี่ในบ้านและในอาคาร หรือหากเป็นไปได้ก็ให้เลิกสูบบุหรี่ถาวรได้เลย
  7. ทำความสะอาดบ้านให้บ่อยขึ้น ถูพื้นด้วยน้ำยาดันฝุ่นจะช่วยลดการจับตัวของฝุ่นได้ดีขึ้น

นี่เป็นเพียงแค่การดูแลลูกน้อยให้ห่างไกลจากฝุ่น PM2.5 เบื้องต้นเท่านั้น แต่หากต้องการให้ตัวเราและลูกน้อยปลอดภัยจากปัญหาพิษฝุ่น PM2.5 พวกเราทุกคนควรช่วยกันลดมลพิษด้วยการงดสูบบุหรี่ ไม่เผาขยะหรือเผาหญ้า และไม่ควรนำรถที่มีควันดำออกไปขับตามท้องถนน และควรนำรถเข้าศูนย์เพื่อตรวจสอบสภาพรถ หากพวกเราสามารถช่วยลดสาเหตุที่จะทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 ได้แล้วคาดว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 ก็จะค่อยๆลดลงและหายไปในที่สุด พวกเราก็จะได้กลับมาใช้ชีวิตข้างนอกบ้าน พาลูกไปวิ่งเล่นที่สวนสาธารณะหรือออกไปทำกิจกรรมกับทางโรงเรียนได้ปกติ ไม่ต้องมานั่งกลัวว่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย  Kardinal stick รีวิว

ต่อมบาร์โธลิน ภัยของผู้หญิง


ต่อมบาร์โธลิน เป็นต่อมในอวัยวะสืบพันธุ์ผู้หญิง ที่ปฏิบัติหน้าที่ผลิตเมือกออกมา เมื่อมีการทำให้มีการเกิดความปรารถนาทางเพศ เพื่อช่วยสำหรับการหล่อลื่น โดยลักษณ์ของต่อมบาร์โธลินนี้จะคือต่อมขนาดเล็กๆ คล้ายกับเม็ดถั่ว อยู่รอบๆปากช่องคลอดทั้งยังฝั่งซ้ายรวมทั้งขวา โดยในต่อมบาร์โธลินนี้จะมีท่อยาวราว 0.5-1.5 เซนติเมตร ยื่นเข้าไปในรอบๆ ช่องคลอดเพื่อปฏิบัติภารกิจรอส่งน้ำเมือกเข้าไปหล่อลื่นในมดลูกของผู้หญิง

ต่อมบาร์โธลินอักเสบ หรือ ที่บางบุคคลรู้จักในชื่อ “โรคฝีที่อวัยวะเพศหญิง” โดยธรรมดาพวกเราจะไม่สามารถที่จะลูบคลำเจอต่อมบาร์โธลินได้ แต่ว่าถ้าหากว่ามีการตันของต่อมบาร์โธลิน จะก่อให้มีอาการบวมขึ้น เนื่องจากเมือกด้านในท่อไม่สามารถที่จะส่งออกมายังข้างนอกได้ เมื่อสะสมนานขึ้นจนถึงแปลงเป็นถุงน้ำของต่อมบาร์โธลิน ซึ่งบางทีก็อาจจะลูบคลำได้ ซึ่งมักไม่เจ็บหรือไม่ปวด ถ้าเกิดมีการติดโรคก็จะกลายเป็นฝีขึ้น

อาการที่ชี้ว่าเป็นต่อมบาร์โธลินอักเสบ
1. ลูบคลำเจอก้อนเนื้อรอบๆ ช่องคลอด
2. ก้อนเนื้อที่เจอรอบๆ ช่องคลอดจะมีขนาดใหญ่ขึ้น แล้วก็มีการระคายเคือง เมื่อพวกเราเดิน บางรายจะรู้สึกปวดที่ปากช่องคลอด
3. ในกรณีที่ต่อมบาร์โธลินอักเสบร้ายแรงนั้น จะมีลักษณะอาการบวม แดง รู้สึกแสบร้อน ปวดอย่างหนักที่ปากช่องคลอด แล้วก็มีหนอง ร่วมด้วยลักษณะของการมีไข้ขึ้น หนาวสั่น

กรรมวิธีการรักษาต่อมบาร์โธลินอักเสบ
ในระยะเริ่มต้นที่ต่อมบาร์โธลินจะเกิดอาการที่แปลกๆ ขึ้น บางครั้งอาจจะไม่มีการแสดงอาการใดมากเท่าไรนัก ถ้าลูบคลำอวัยวะสืบพันธุ์แล้วพบว่ามีถุงน้ำ รอบๆ ปากช่องคลอด ไม่มีลักษณะของการเจ็บปวด บางทีอาจกระทำการทดลองรักษาโดยตัวเองดูก่อน ด้วยการแช่น้ำอุ่นวันละ 2 ครั้ง ทีละ 20 นาที โดยประมาณ 2-3 วัน ซึ่งความร้อนอาจจะเป็นผลให้ถุงน้ำยุบลงได้ ถ้ามีลักษณะอาการปวด บวม รวมทั้งมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ควรจะไปตรวจกับสูตินรีแพทย์เพื่อวิเคราะห์ และเริ่มการรักษา

วิธีการรักษา อาจเริ่มต้นจากการใช้ยาในการฆ่าเชื้อ การเจาะถุงน้ำหรือบางทีอาจจะต้องผ่าตัดรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ฝีมีขนาดใหญ่แล้วก็เป็นซ้ำเสมอๆ

 โรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบสาเหตุของการหูหนวก

สำหรับโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบนั้นเกิดมาจากการติดเชื้อ ซึ่งเชื้อโรคที่พบอาจจะจากเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราก็ได้

เมื่อร่างการได้รับเชื้อเหลานี้เข้าไปแล้วจะส่งผลให้มีอาการอื่นๆเพิ่ม เช่น ปวดหัว มีไข้ และจะมีอาการอื่นๆตามมาอีกมากมาย ซึงโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบนี้นับว่าเป็นโรคที่อันตรายเป็นอย่างมาก หากไม่รีบรักษาหรือรักษาแบบไม่ถูกวิธี อาจจะทำให้ตาย หรือทำให้พิการได้ สำหรับโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบนี้ เป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย และเป็นได้ทั้งเด็กที่เพิ่มเกิดจนถึงคนแก่

          อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบนั้น เกิดมาจากร่างกายของผู้ป่วยติดเชื้อโรคซึ่งจากสถิติผ่านมาเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบก็คือเชื้อไวรัส และที่น้อยที่สุดคือเชื้อรา ส่วนเชื้อแบคทีเรียจะมีผู้ที่เชื้อมากเป็นอันดับสอง

โดยเชื้อโรคเหล่านี้จะผ่านเข้ามาทางกระแสเลือดส่งตรงไปยังเยื่อหุ้มสมอง แถมยังส่งผลไปยังอวัยวะใกล้เคียงให้มีอาการบวมและอักเสบได้อีกด้วย สำหรับโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบนี้นับเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง สามารถติดกันได้เหมือนกับโรคไข้หวัด การส่งผ่านเชื้อโรคหากันคือ การไอ จาม   การจับถูกน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย

            สำหรับโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบนี้มักจะเกิดกับคนที่ภูมิต้านทานโรคต่ำ เช่นเด็กที่มีอายุแรกเกิดจนถึง 5 ปีหรือคนแก่ที่ไม่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และยังมีผู้ที่เจ็บป่วย มีโรคประจำตัวต่างๆก็จะทำให้เป็นโรคนี้ได้ง่ายกว่าคนร่างกายแข็งแรงปกติทั่วไป สำหรับกลุ่มคนที่เสี่ยงจะเป็นโรคนี้อย่างกลุ่มคือ กลุ่มที่ใช้เข็มฉีดยาเสพติด หรือพวกที่อยู่ในชุมชนแออัดเพราะอย่างที่บอกกันติดต่อกันนั้นง่ายมาก สามารถติดได้เหมือนคนเป็นโรคหวัดเลย  ดังนั้นหากในพื้นที่ที่เราอยู่มีคนเป็นโรคนี้ คนอื่นๆก็เสี่ยงที่จะติดโรคนี้ได้เช่นกัน และที่สำคัญผู้ป่วยที่มีปัญหาหูเป็นน้ำหนวก หรือหูอักเสบ หรือกลุ่มพวกที่เป็นโรคไซนัสจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้มาก

สำหรับโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบนี้อาการของโรคจะคล้ายๆกับคนเป็นไข้หวัด คือมีปวดหัว  ไม่ไข้ บางครั้งมีอาการอาเจียน

แต่ที่พบเพิ่มขึ้นมาคือจะมีอาการปวดคอ คอแข็ง ไม่สามารถก้มหัวลงได้ หากมีอาการเหล่านี้ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจและวินิจฉัยด่วน เพราะโรคนี้ถือว่าเป็นอันตรายอย่างมาก เพราะหากเชื้อมีการลามที่อื่น เช่น หู หรือ ตา อาจจะส่งผลให้หูหนวกหรือตาบอดได้ด้วย ซึ่งมีรายงานทางการแพทย์แจ้งว่ามาคนที่หูหนวก อาจจะเคยเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบมาก่อนได้

การได้ยินบกพร่องเสี่ยงต่อการเป็นหูหนวก ซึ่งจะต้องพึ่งพา เครื่องช่วยฟัง หากมีข้อสงสัย

ผงชูรส อันตรายจริงหรือ?

การรับประทานผงชูรสมากๆ ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ผมร่วง เนื่องจากมีงานวิจัยพิสูจน์แล้วว่าความเชื่อนี้ไม่ใช่เรื่องจริง อาจเป็นการเชื่อมโยงอาการต่างๆ จากอาหาร จนทำให้ผงชูรสกลายเป็นจำเลย แต่อย่าพึ่งสบายใจไป เพราะผงชูรสก็มีอันตรายเหมือนกัน

อันตรายของผงชูรส
– ทำลายสมองส่วนที่ควบคุมการเจริญเติบโต
– ทำลายระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาทตา
– อาจเป็นต้นเหตุของมะเร็ง
– เป็นอันตรายต่อหญิงมีครรภ์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของทารก
ทั้งนี้ อันตรายที่กล่าวมาไม่ใช่ว่ากินผงชูรสแล้วจะเป็นเลย เพราะว่าอันตรายนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราได้รับประทานผงชูรสเข้าไปสู่ร่างกายในปริมาณที่ “มากเกินไป” เท่านั้น

ทานผงชูรสเท่าไร ถึงจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
ในผู้ที่ยังติดการปรุงอาหารโดยใช้ผงชูรสอยู่นั้น แนะนำให้ปรุงอาหารในแต่ละเมนูและทั้งวันรวมแล้วไม่เกินวันละ 2 ช้อนชา แต่ที่จริงมันก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมได้หากเราไม่ได้ทำอาหารด้วยตัวเองในทุกมื้อ อย่างไรก็ควรเลือกทานจะดีกว่า หรือหากต้องการให้รสชาติของอาหารที่ความอร่อยกลมกล่อมใกล้เคียงกับการใส่ผลชูรส สามารถใส่วัตถุดิบจากธรรมชาติได้ เช่น สาหร่าย น้ำต้มกระดูก เป็นต้น
แม้ว่าเรื่องผงชูรสทำให้ผมร่วงจะเป็นเรื่องไม่จริง แต่ที่ผู้ใหญ่ไม่ให้เราทานผงชูรสมากเกินไปตอนเด็กๆ ก็เป็นคำเตือนหรือคำพูดที่ควรฟังไว้ เพราะในเด็กซึ่งยังไม่มีภูมิคุ้มกันขนาดนั้น และด้วยพื้นฐานของร่างกายที่ต่างกับผู้ใหญ่จึงมีโอกาสที่จะเสี่ยงมากกว่า และถึงแม้ว่าผงชูรสจะแฝงอันตรายเอาไว้มากมาย แต่หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ก็สามารถให้ประโยชน์กับคนทานอย่างเราๆ ได้เหมือนกัน

กินของดิบๆ เสี่ยงเป็นโรคไข้หูดับ

ไข้หูดับ ระบาดในไทย พบผู้ป่วย-เสียชีวิต โดยเฉพาะภาคเหนือ อีสาน
สถานการณ์โรคไข้หูดับในประเทศไทยพบผู้ป่วย 200 รายจาก 25 จังหวัด ในปี 2562 ซึ่งจำนวนผู้ป่วยคิดเป็นอัตรา 0.31 ต่อประชากรแสนคน ซึ่งจาก 200 คน พบว่าเสียชีวิตทั้งหมด 19 ราย และผู้ป่วยส่วนใหญ่พบในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป

โรคไข้หูดับ เป็นผลมาจากการบริโภคเนื้อหมูดิบ
นายแพทย์ธีรวัฒน์ วลัยเถียร ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ฟาร์มหมูจะมีความชื้นมากในช่วงฤดูฝน และด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมนี้ จึงอาจทำให้หมูป่วยได้ง่ายและติดเชื้อกันเองภายในฟาร์ม จึงอยากเตือนให้ประชาชนระวังในการปรุงอาหารด้วยการทำเมนูที่หมูดิบ เลือดหมูดิบ หรือหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ โดยเฉพาะเมนู ลาบก้อยหลู้ เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อและป่วยเป็นโรคไข้หูดับ

โรคไข้หูดับ มีสาเหตุจากอะไร?
เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า สเตรปโตคอคคัสซูอิส (Streptococcussuis) เป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคไข้หูดับ ซึ่งเชื้อนี้สามารถติดต่อมาสู่คนได้ โดยเชื้อดังกล่าวจะทำลายเยื่อหุ้มสมอง ทำให้เกิดภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด และสูญเสียการได้ยิน โดยเชื้อนี้จะอยู่ในทางเดินหายใจของหมู และอยู่ในเลือดของหมูที่กำลังป่วยการติดเชื้อมาสู่คนเกิดจากการสัมผัสโดยตรง เช่น ติดทางบาดแผลที่ผิวหนัง การกินเนื้อหรือเลือดหมูที่ไม่สุก เป็นต้น

โรคไข้หูดับ มีอาการอย่างไร?
อาการที่พบในคนที่ติดเชื้อ ได้แก่
1. มีไข้ ปวดศีรษะ

2. คอแข็ง คลื่นเหียน อาเจียน

3. บางรายแสดงอาการไข้ร่วมกับมีผื่น

4. หลอดเลือดอักเสบ

5. อุจจาระร่วง

6. บางรายติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง

7. บางรายติดเชื้อที่เยื่อหุ้มหัวใจ เยื่อหุ้มสมอง รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือดได้

8. สำหรับผู้ป่วยที่รอดชีวิต แต่ก็ไม่สามารถที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ยังคงมีความพิการหลงเหลืออยู่ เช่น ประสาทหูทั้ง 2 ข้างอักเสบ และเสื่อมจนหูหนวกถาวร และเป็นอัมพาตครึ่งซีก

โรคไข้หูดับ ป้องกันอย่างไร?
การป้องกันสำหรับผู้มีฟาร์มหมู คือ
1. หมั่นทำความสะอาดฟาร์มด้วยน้ำยาทำลายเชื้อในโรงเรือน

2. ผู้ปฏิบัติงานในฟาร์ม หรือโรงงานฆ่าสัตว์โรงชำแหละ ควรปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลได้แก่ สวมรองเท้าบู๊ท หรือสวมถุงมือสวมแว่นตาป้องกันในระหว่างปฏิบัติงาน

3. หากมีบาดแผลต้องปิดแผลให้มิดชิด และล้างมือหลังสัมผัสกับหมูทุกครั้ง

4. โดยธรรมชาติเชื้อจะถูกทำลายด้วยความร้อน ดังนั้นจึงควรกินอาหารแบบปรุงสุก จึงจะลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคในคน

ข้อควรระวังสำหรับผู้ป่วยโรคไข้หูดับ
ผู้ป่วยโรคไข้หูดับที่มีอาการไข้สูงปวดศีรษะอย่างรุนแรง เวียนศีรษะจนทรงตัวไม่ได้ อาเจียน คอแข็งหูหนวกท้องเสียปวดเมื่อยกล้ามเนื้อภายหลังสัมผัสหมูที่ป่วยหรือหลังกินอาหารที่ปรุงมาจากเนื้อหมูดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ ให้รีบพบแพทย์ทันที และบอกประวัติการกินหมูดิบให้ทราบ เพราะหากมาพบแพทย์เร็วจะช่วยลดอัตราการหูหนวก และการเสียชีวิตได้
หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรคโทร. 1422

น้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ล บรรเทาโรคหลอดเลือดหัวใจ

หากบ้านเรามีสูตรยาดีผีบอกเช่น น้ำมะนาวโซดารักษาโรคมะเร็ง หรือมะนาวหมักน้ำผึ้งรักษาเบาหวาน และอีกสารพัดโรคได้ ต่างประเทศฝั่งตะวันตกก็มีความเชื่อที่เกี่ยวกับ “น้ำส้มสายชู” เหมือนกัน แต่เป็นน้ำส้มสายชูฝรั่งที่หมักด้วยแอปเปิ้ล หรือที่เราเรียกว่า apple venigar ที่เชื่อว่าสามารถลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้เช่นกัน

นายแพทย์ ริชาร์ด ลี (Richard Lee, M.D.) อดีตบรรณาธิการ Harvard Heart Letter กล่าวว่า มีความเชื่อเกี่ยวกับน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลที่ช่วยในเรื่องของสุขภาพมากมาย ตั้งแต่การช่วยลดความอยากอาหาร (ซึ่งทำให้ช่วยลดน้ำหนักได้) ล้างสารพิษในลำไส้ เพิ่มประสิทธิภาพให้กับภูมิคุ้มกันโรค ลดไขมันในหลอดเลือดหัวใจ ไปจนถึงควบคุมการไหลเวียนโลหิตให้ทำงานได้ดีขึ้น จากคุณสมบัตรที่กล่าวมาสรุปได้ว่า เป็นคุณสมบัติที่ครอบจักรวาลมากเกินไป และยังไม่มีหลักฐาน หรืองานวิจัยที่พิสูจน์คุณประโยชน์ของน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลเหล่านี้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม ในน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลมีกรดแอซีติกที่ทำให้เกิดกลิ่น และรสเปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของน้ำส้มสายชูชนิดนี้ ญาติห่างๆ ของเจ้ากรดนี้ ที่เป็นกรดที่สังเคราะห์ขึ้นมาใช้ในอุตสาหกรรม คือ กรดเอทิลีนไดอามีนเตตราอาเซติก (Ethylenediaminetetraacetic acid) เรียกอย่างสั้นว่า EDTA หรือ กรดเอเดติก (Edetic acid) ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับสารโลหะได้ โดยมีการใช้กรดนี้ในการดึงสารโลหะอย่าง ตะกั่ว ปรอท และเหล็กที่เป็นพิษในกระแสเลือด จึงมีการใช้กรดชนิดนี้ในการทำคีเลชั่น (chelation therapy) หรือการล้างพิษ การกำจัดสารพิษในหลอดเลือด โดยมีความเชื่อว่าจะสามารถล้างสารพิษ รวมถึงคราบพลัค และคอเลสเตอรอลต่างๆ แต่อันที่จริงก็ยังไม่สามารถยืนยันผลทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างชัดเจน เป็นเพียงแต่ความเชื่อเท่านั้น

ประโยชน์ และโทษของน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ล
แม้ว่าคุณสมบัติต่างๆ จะเกินจริงไปบ้าง และยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน แต่น้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลก็เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร ใส่น้ำสลัด และทำซอสต่างๆ ให้มีรสชาติที่ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม หากรับประทานน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ลมากเกินไป อาจเป็นการลดโพแทสเซียมในเลือดให้น้อยลงโดยไม่ได้ตั้งใจ เสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ ซึ่งทำให้มีอาการท้องผูก อ่อนล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อกระตุกได้ ดังนั้น ปริมาณที่แนะนำให้รับประทาน คือ 1-2 ช้อนชาต่อมื้อ และอย่ารับประทานน้ำส้มสายชูโดยเอาเข้าปากตรงๆ หรือหากรับประทานจำนวนไม่มาก ควรรีบบ้วนปากด้วยน้ำสะอาดทันที เพราะกรดจากน้ำส้มสายชูอาจทำให้ผิวเคลือบฟันเสีย เสี่ยงต่อฟันผุ กร่อน หรือเสียวฟันได้