น้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ล บรรเทาโรคหลอดเลือดหัวใจ

หากบ้านเรามีสูตรยาดีผีบอกเช่น น้ำมะนาวโซดารักษาโรคมะเร็ง หรือมะนาวหมักน้ำผึ้งรักษาเบาหวาน และอีกสารพัดโรคได้ ต่างประเทศฝั่งตะวันตกก็มีความเชื่อที่เกี่ยวกับ “น้ำส้มสายชู” เหมือนกัน แต่เป็นน้ำส้มสายชูฝรั่งที่หมักด้วยแอปเปิ้ล หรือที่เราเรียกว่า apple venigar ที่เชื่อว่าสามารถลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้เช่นกัน

นายแพทย์ ริชาร์ด ลี (Richard Lee, M.D.) อดีตบรรณาธิการ Harvard Heart Letter กล่าวว่า มีความเชื่อเกี่ยวกับน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลที่ช่วยในเรื่องของสุขภาพมากมาย ตั้งแต่การช่วยลดความอยากอาหาร (ซึ่งทำให้ช่วยลดน้ำหนักได้) ล้างสารพิษในลำไส้ เพิ่มประสิทธิภาพให้กับภูมิคุ้มกันโรค ลดไขมันในหลอดเลือดหัวใจ ไปจนถึงควบคุมการไหลเวียนโลหิตให้ทำงานได้ดีขึ้น จากคุณสมบัตรที่กล่าวมาสรุปได้ว่า เป็นคุณสมบัติที่ครอบจักรวาลมากเกินไป และยังไม่มีหลักฐาน หรืองานวิจัยที่พิสูจน์คุณประโยชน์ของน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลเหล่านี้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม ในน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลมีกรดแอซีติกที่ทำให้เกิดกลิ่น และรสเปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของน้ำส้มสายชูชนิดนี้ ญาติห่างๆ ของเจ้ากรดนี้ ที่เป็นกรดที่สังเคราะห์ขึ้นมาใช้ในอุตสาหกรรม คือ กรดเอทิลีนไดอามีนเตตราอาเซติก (Ethylenediaminetetraacetic acid) เรียกอย่างสั้นว่า EDTA หรือ กรดเอเดติก (Edetic acid) ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับสารโลหะได้ โดยมีการใช้กรดนี้ในการดึงสารโลหะอย่าง ตะกั่ว ปรอท และเหล็กที่เป็นพิษในกระแสเลือด จึงมีการใช้กรดชนิดนี้ในการทำคีเลชั่น (chelation therapy) หรือการล้างพิษ การกำจัดสารพิษในหลอดเลือด โดยมีความเชื่อว่าจะสามารถล้างสารพิษ รวมถึงคราบพลัค และคอเลสเตอรอลต่างๆ แต่อันที่จริงก็ยังไม่สามารถยืนยันผลทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างชัดเจน เป็นเพียงแต่ความเชื่อเท่านั้น

ประโยชน์ และโทษของน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ล
แม้ว่าคุณสมบัติต่างๆ จะเกินจริงไปบ้าง และยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน แต่น้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลก็เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร ใส่น้ำสลัด และทำซอสต่างๆ ให้มีรสชาติที่ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม หากรับประทานน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ลมากเกินไป อาจเป็นการลดโพแทสเซียมในเลือดให้น้อยลงโดยไม่ได้ตั้งใจ เสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ ซึ่งทำให้มีอาการท้องผูก อ่อนล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อกระตุกได้ ดังนั้น ปริมาณที่แนะนำให้รับประทาน คือ 1-2 ช้อนชาต่อมื้อ และอย่ารับประทานน้ำส้มสายชูโดยเอาเข้าปากตรงๆ หรือหากรับประทานจำนวนไม่มาก ควรรีบบ้วนปากด้วยน้ำสะอาดทันที เพราะกรดจากน้ำส้มสายชูอาจทำให้ผิวเคลือบฟันเสีย เสี่ยงต่อฟันผุ กร่อน หรือเสียวฟันได้

ปัญหาไขมันในเลือดสูงเกิดจากอะไรบ้าง

สุขภาพตับดีได้ หยุดพฤติกรรมทำลายตับ !

ในปีนี้ หากใครที่มีเป้าหมายว่าต้องมีสุขภาพที่ดี จากภายในสู่ภายนอก ร่างกายแข็งแรง การออกกำลังกายก็เป็น 1 ในวิธีที่สำคัญและยังมีอีก 4 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะถ้าสุขภาพตับไม่ดี สุขภาพของอวัยวะอื่น ๆก็จะไม่ดีตามไปด้วย

 

อดมื้อเช้า

อย่างที่เราทราบกันดีว่ามื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดในแต่ละวัน เพราะร่างกายของเราเมื่อตื่นขึ้นมาและจะต้องประกอบกิจกรรม ภารกิจต่าง ๆในแต่ละวันอย่างมากมาย หากไม่ได้รับประทานอาหารก็จะส่งผลให้ไม่มีสารอาหารส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทำให้เกิดการขาดสารอาหารที่จำเป็นซึ่งหากเก็บไว้กินทีเดียวในมื้อเที่ยงหรือเย็น ก็จะทำให้ร่างกายอดอาหาร และส่งผลไปยังวันต่อไปที่ทำให้ตับต้องทำงานหนักในช่วงเวลากลางคืน หรืออาหารปิ้งย่างๆที่ส่งผลต่อตับโดยตรง

 

เครียด

อาการเครียดที่เกิดขึ้นแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัวนั้น ก็ส่งผลให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนแห่งความเครียด กระทบกับต่อมหมวกไต ส่วนที่หลั่งสารอะดรีนาลิน ส่งผลต่อการกระตุ้นสร้างเนื้อเยื่อของเซลล์ต่าง ๆ ภายในร่างกายให้อักเสบ จนทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระที่ตับและทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อตับได้

 

เหล้า เบียร์ ส่งผลต่อตับโดยตรง

สายปาร์ตี้ ขี้เมา ทั้งหลายควรพึงระวังไว้ให้ดีเพราะ เหล้าเบียร์นั้นจะส่งผลอันตรายต่อตับโดยตรง โดยแอลกอฮอล์จะมีฤทธิ์ทำลายเซลล์ต่าง ๆ ของตับ ทำให้ตับไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ รวมไปถึงเนื้อเยื่อต่าง ๆถูกทำลาย ส่งผลให้เกิดพังผืดเกาะที่ตับ หากรุนแรงอาจขถึงขั้นเป็นมะเร็งที่ตับได้

 

วิตามินต่าง ๆ

อาหารเสริมบางชนิด เมื่อได้รับการทดลองและค้นคว้าวิจัยแล้วพบว่า วิตามินบางชนิดจะช่วยในในเรื่องระบบต่าง ๆแต่หากมากไป วิตามินเหล่านี้จะกลายเป็นส่วนที่จำเป็น ตับจึงต้องทำหน้าที่ขับส่วนเกินออกจากร่างกาย  เพราะฉะนั้นหากรับประทานวิตามินในปริมาณมาก ๆ ก็อาจส่งผลให้ตับทำงานหนัก

 

อย่างไรก็ตามการดูแลร่างกายก็ยังเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด เนื่องจากร่างกายต้องการการดูแลเป็นอย่างดี ไม่จำเป็นจะต้องดูแลแค่ตับหรืออวัยวะภายในเท่านั้น แต่เราควรดูแลทั้งภายในไปจนถึงภายนอกหรือเรียกว่าทุกส่วนของร่างกายเลยก็ว่า เพราะทุกส่วนล้วนเป็นเรื่องที่สำคัญมากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปย่อมไม่ดีเป็นแน่ แต่การดูแลดีก็นำมาซึ่งไม่มีโรคภัยซ้อนขึ้นอีกด้วย หากการดูแลไม่ได้ดูเป็นอย่างดีก็เสี่ยงที่จะเป็นโรคซ้อนได้อาทิเช่น การกินอาหารถ้าไม่ควบคุมให้ดีๆก็เสี่ยงเป็นโรคอื่นตามมาได้หลายโรค ยกตัวอย่าง ไขมันในเลือดสูง ก็สามารถเป็นได้เนื่องจากการกินอาหารแบบวิธีผิดๆหรือไม่ควบคุม

สาเหตุการปวดคอที่พบบ่อย ๆ

ปวดคอ
คนทั่ว ๆ ไปที่ไม่เคยมีอาการปวดคอ มักจะไม่ให้ความสำคัญแก่ส่วนคอมากนัก ทั้ง ๆ ที่ คอเป็นอวัยวะสำคัญที่มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองไขสันหลัง เส้นประสาทต่าง ๆ ที่ออกจากสมอง หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง รวมทั้งทำหน้าที่แบกรับน้ำหนักของกะโหลก และมันสมอง ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่หนัก และสำคัญที่สุดของคนเรา นอกจากนั้นคอยังถูกกำหนดให้มีความยืดหยุ่น และสามารถเคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง

ปัจจุบันอาการปวดคอกำลังจะกลายเป็นโรคชนิดหนึ่ง เพราะความเครียดของกล้ามเนื้อคอนั้นอาจเกิดจากการนั่งก้มหน้าทำงานตลอดวัน การใช้สมองหรือใช้ความคิดมากเกินไป อาการที่หงุดหงิดอุบัติเหตุใหญ่น้อยที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนน การเล่นกีฬา เป็นต้น

เวลาที่เราใช้คอเกินความสามารถหรือผิดท่าจังหวะไป มักจะมีอาการหลายแบบ เช่น ปวดเมื่อยต้นคอ คอแข็งเอี้ยวไม่ได้ บางครั้งจะปวดบริเวณไหล่หรือบ่า ปวดร้าวไปที่ศีรษะ ต้นแขน ปลายแขน หรือแม้แต่ปวด และชาที่นิ้วมือได้ และบางครั้งเกิดอาการคลื่นไส้อาจเจียน เวียนศีรษะ เป็นต้น

สาเหตุการปวดคอที่พบบ่อย ๆ เกิดจาก

1. อิริยาบถ หรือท่าที่ผิดสุขลักษณะในกิจวัตรประจำวัน เช่น ยืนหลังค่อม พุงยื่น การก้มหน้าก้มตาทำงานทั้งวัน
2. ความเครียดทางจิตใจ
3. คอเคล็ดหรือยอก
4. ภาวะข้อเสื่อม
5. การบาดเจ็บของกระดูกคอ เช่น จากอุบัติเหตุ ตกจากที่สูง ฯลฯ
6. ข้ออักเสบ เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์
7. หมอนรองกระดูกคอกดทับเส้นประสาท

การรักษา
1. สำหรับผู้ที่มีอาการปวดคอ หรือคอแข็งอย่างเฉียบพลัน อาจเกิดจากการเอี้ยวผิดท่า หรือหลังตื่นนอน อย่าพยาบามเคลื่อนไหวคอ ทางที่ดีควรหาโอกาสนอนราบชั่วคราว ประคบด้วยน้ำแข็ง หรือน้ำร้อนตรงบริเวณที่ปวด ถ้ายังไม่ทุเลาให้กินยาแก้ปวด
2. ผู้ที่ปวดคอเรื้อรัง อาการปวดมักไม่รุนแรง แต่ก็มักทำให้รำคาญ เช่น เวลาก้มหรือเงย ตะแคงหรือเอี้ยวคอจะทำได้ไม่เต็มที่ ปวด ภายหลังจากทำงานทั้งวัน หรือคอเคล็ดยอกบ่อย ๆ เวลาบิดผิดท่า ควรประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำอ่อน กินยาแก้ปวด และโดยการ นวดอย่างถูกวิธี
3. ออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อคอ เพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้ยืดหยุ่นดีขึ้น
4. ถ้าหากอาการยังไม่ทุเลา ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อวินิจฉัยโรคให้ถูกต้องต่อไป

การปฏิบัติตนเพื่อป้องการการปวดคอ
1. ระวังอิริยาบถ แม้ขณะทำงานอย่าก้ม ๆ เงย ๆ มาก และนานเกินไป
2. ขณะทำงานควรหาเวลาหยุดพักเปลี่ยนอิริยาบถสัก 2-3 นาที ทุก ๆ ชั่วโมง
3. เก้าอี้ที่นั่งทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องขับรถ ควรเลือกเก้าอี้ที่พนักแข็งแรง และมีที่หนุนคอให้พอดี
4. เวลานอน ควรนอนบนที่นอนที่แข็ง ให้ศีรษะอยู่ระดับเดียวกับพื้น อย่านอนคว่ำอ่านหนังสือหรือดูทีวี

ข้อสำคัญที่สุด หมั่นออกกำลังกล้ามเนื้อของคอทุก ๆ วัน และพยายามลดความเครียดจากชีวิตประจำวัน โดยการออกกำลังกาย เพื่อให้สุขภาพแข็งแรงอยู่เสมอ

การบริหารกล้ามเนื้อคอ มีความสำคัญมากในการรักษา และป้องกันการปวดคอเรื้อรัง

ก. การออกกำลังคอให้เคลื่อนไหวได้ดี แต่ละท่าทำ 5-10 ครั้ง วันละ 2-3 เวลา
1. ก้มและเงยหน้า ค่อย ๆ ก้มหน้าให้คางจรดกับอก แล้วเงยช้า ๆ ให้มากที่สุด
2. ตะแคงซ้ายขวา หน้าตรงค่อย ๆ ตะแคงซ้ายจนหูจรดไหล่ซ้าย แล้วตะแคงขวาในลักษณะเดียวกัน
3. หันหน้าซ้ายขวา หมุนศีรษะหันหน้าไปทางซ้ายช้า ๆ โดยให้ปลายคางอยู่ในแนวเดียวกับไหล่ แล้วหมุนกลับมาด้านขวา

ข. การออกกำลังเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การออกกำลังคอชุดนี้ควรทำหลังจากทำชุด ก. แล้ว โดยใช้มือต้านการเคลื่อนไหวของศีรษะในทิศตรงกันข้าม เกร็งไว้ 5-10 วินาที แล้วพักแต่ละท่าทำ 5-10 ครั้ง วันละ 2-3 เวลา
1. ก้มคอ ใช้มือกดที่หน้าฝากต้านกับความพยายามที่จะก้มศีรษะลง
2. เงยหน้า เอาฝ่ามือประสานเหนือท้ายทอยกดมาด้านหน้า ขณะที่พยายามเงยศีรษะไปข้างหลัง
3. ตะแคงคอ ใช้มือซ้ายวางที่ศีรษะเหนือหูซ้าย ต้านกับความพยายามตะแคงหน้าให้หูซ้ายไปจรดไหล่ แล้วกลับมาใช้มือทำแบบ เดียวกัน
4. หันหน้า ใช้มือซ้ายออกแรงยันที่หน้าหูซ้าย ขณะที่พยามหันหน้าไปทางซ้าย แล้วสลับใช้มือขวาทำแบบเดียวกัน

ภาวะขาดน้ำร่างกายไม่สมดุล

วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องทั่วไปอย่าง “น้ำ” ที่อาจดูเหมือนไม่สำคัญ แต่ในความเป็นจริงนั้นอาจเรียกได้ว่า น้ำ คือส่วนประกอบในร่างกายที่มีบทบาทสำคัญ ช่วยให้ระบบต่างๆ ทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นหากเพื่อนๆ ดื่มน้ำไม่เพียงพอจนเกิดภาวะขาดน้ำ (dehydration) ร่างกายก็อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่จนเกิดอาการป่วยต่างๆ เช่น ดวงตาขาดน้ำหล่อเลี้ยง ผิวแห้ง ดูไม่สดใส อ่อนเพลีย ปัสสาวะน้อย และมีสีเข้ม ปวดศีรษะ ความดันต่ำ และอาจส่งผลกระทบให้เกิดโรคร้ายอื่นๆ ตามมาได้ เพื่อนๆ ผู้อ่านที่ดื่มน้ำน้อยจะต้องเคยประสบปัญหาเหล่านี้กันอย่างแน่นอน ซึ่ง Thaiza ก็ได้นำเคล็ดลับในการคงความชุ่มชื้นให้กับร่างกายมาฝากเพื่อนๆ กันเช่นเคยค่ะ ใครที่กำลังเสี่ยงกับอาการป่วยเหล่านี้อยู่ต้องไม่พลาดที่จะอ่านบทความนี้เลยทีเดียวค่ะ

1.ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน

เพื่อนๆ อาจเคยได้ยินกันมาอยู่แล้วว่าเราควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 -10 แก้วซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นกฎพื้นฐานในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อใดก็ตามที่เพื่อนๆ รู้สึกกระหายน้ำ ควรรีบดื่มน้ำเพื่อให้ร่างกายยังคงความชุ่มขื้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาวๆ ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือป่วย คือกลุ่มที่ร่างกายควรมีน้ำหล่อเลี้ยงมากกว่าปกติ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบางข้อเช่น อายุ อาหารที่รับประทาน ประวัติการรักษาพยาบาล และขนาดร่างกายยังสามารถบอกได้อีกด้วยว่า เราควรดื่มน้ำในปริมาณเท่าใด หากเพื่อนๆ ปัสสาวะทุกๆ 3-4 ชั่วโมงก็สามารถสื่อได้ว่าร่างกายได้รับความชุ่มขื้นเพียงพอ และลักษณะของปัสสาวะไม่ควรเป็นสีเหลืองเข้ม เพราะนั่นอาจหมายถึงว่าร่างกายกำลังมีปัญหานั่นเอง

2.ทานอาหารที่ฉ่ำน้ำ

มีผัก และผลไม้นานาชนิดที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบจำนวนมาก นอกจากจะมีรสชาติเอร็ดอร่อยชื่นใจแล้ว เพื่อนๆ ยังสามารถรับประทานเพิ่มเติมเพื่อเป็นการเติมเต็มน้ำให้กับระบบต่างๆ ในร่างกายได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น น้ำมะพร้าว แตงโม เซเลอรี่ กีวี่ สับปะรด แครอต พริกหวาน แตงกวา และผลไม้ตระกูลส้มทั้งหลาย ชอบรสชาติแบบไหนก็สามารถเลือกได้ตรงตามความต้องการอย่างแน่นอนค่ะ

3.ค้นหาตัวเลือกใหม่ในการดื่มน้ำ

หากการดื่มน้ำเปล่าเป็นวิธีที่จำเจเกินไป เราลองมาหาวิธีใหม่ๆ ให้การดื่มน้ำของเราไม่น่าเบื่อกันดีกว่าค่ะ ถึงแม้ว่าน้ำเปล่าจะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นได้ดีหลังจากการออกกำลังกายอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นว่ายังมีวิธีอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่นการเติมรสชาติ และสีสันให้กับน้ำดื่มของเรา สำหรับไอเดียที่เราอยากจะแนะนำเพื่อนๆ ก็คือ น้ำผักผลไม้นานาชนิด สมูทตี้ผลไม้ปั่น ชาสมุนไพรร้อนๆ น้ำอุ่นคู่กับเลม่อน และน้ำผึ้ง คีเฟอร์ คอมบูชา (น้ำชาหมัก) และรวมไปถึง sparkling water (น้ำโซดาไม่แต่งกลิ่น รสชาติ และไม่มีน้ำตาล) นอกจากจะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับร่างกายได้ไม่ต่างจากน้ำเปล่าแล้ว ยังมีคุณประโยชน์อื่นๆ อีกด้วยนะคะ

เครื่องดื่มที่เพื่อนๆ ควรหลีกหากไม่อยากให้ร่างกายขาดความชุ่มชื้น เช่น กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม เป็นต้น ควรดื่มในปริมาณที่พอดีจะดีกว่าค่ะ

4.เตรียมร่างกายให้พร้อมขณะและหลังออกกำลังกาย

ในร่างกายของมนุษย์จะมี electrolytes (อิเล็คโทรไลต์) ซึ่งเป็นสารละลายของธาตุที่มีทั้งประจุบวก และลบ ช่วยสร้างความสมดุลให้แก่ภายในร่างกาย เช่นโซเดียม โพแทสเซียม และคลอไรด์ ขณะที่เพื่อนๆ กำลังออกกำลังกายอยู่นั้น ร่างกายจะค่อยๆ สูญเสียอิเล็คโทรไลต์ดังกล่าวออกมาเป็นเหงื่อนั่นเองค่ะ

ฉะนั้น เพื่อนๆ จึงควรจิบน้ำบ่อยๆ ระหว่างออกกำลังกาย และหลังออกกำลังกายเพื่อให้ไม่ร่างกายสูญเสียน้ำไปอย่างรวดเร็ว และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสมนะคะ

5.ดื่มน้ำมากขึ้นในขณะป่วย

ช่วงเวลาสำคัญอีกช่วงเวลาหนึ่งที่เพื่อนๆ ควรดื่มน้ำสม่ำเสมอก็คือ ขณะที่ป่วย หรือมีโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารนั่นเองค่ะ เมื่อร่างกายขาดความชุ่มชื้น ระบบต่างๆ ก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีอาการป่วย และอาจนำไปสู่ภาวะนิ่วในไต การติดเชื้อ ร้ายแรงจนถึงภาวะหัวใจล้มเหลวได้ หากมีอาการอาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วยอาจเลือกเครื่องดื่มที่เกลือแร่ได้เช่นเดียวกัน

สำหรับเพื่อนๆ ที่ดื่มน้ำน้อยควรหันมาใส่ใจการดื่มน้ำให้มากขึ้น เพราะน้ำ เป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อระบบในร่างกายของเรามากที่สุด หากต้องการมีสุขภาพดี อย่าลืมดื่มน้ำกันเป็นประจำนะคะ เพราะสุขภาพที่ดีสามารถเริ่มได้จากตัวเราค่ะ

นอนไม่นอน ส่งผลอย่างไรกับสุขภาพ

การนอนน้อย หรือนอนไม่พอ เป็นภาวะที่ร่างกายพักผ่อนได้อย่างไม่เต็มที่ ส่งผลให้เกิดความแปรปรวนทางด้านอารมณ์ ประสิทธิภาพในการทำงาน และสติปัญญาได้ นอกจากนี้การนอนน้อย ยังเป็นที่มาของโรคร้ายบางชนิด ที่คุณสามารถเป็นได้โดยไม่รู้ตัว เพราะเมื่อไรก็ตามที่ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ระบบภูมิต้านทานร่างกายคุณต่ำลง เปิดโอกาสให้โรคภัยต่างๆ มาเยือนได้ง่ายมากขึ้น มาดูกันดีกว่าว่า การนอนน้อยหรือนอนไม่พอ เสี่ยงที่จะเป็นโรคชนิดใดได้บ้าง

1. โรคมะเร็งลำไส้

รู้หรือไม่ว่าการนอนไม่พอ เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้ โดยผลการวิจัยที่ทำการศึกษาผู้คนต่างอายุ ต่างเพศ จำนวน 1,240 คน พบว่า คนที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง มีโอกาสมากถึง 47% ในการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ มากกว่ากลุ่มคนที่นอนหลับอย่างน้อย 7 ชั่วโมง

2. โรคหัวใจและโรคหลอดเลือด

การนอนไม่พอหรือการนอนดึกติดต่อกัน เป็นต้นเหตุทำให้บริเวณหลอดเลือดหัวใจมีปริมาณโปรตีนเข้ามายึดเกาะมากกว่าปกติ จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดอุดตัน นำไปสู่โรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือดได้

3. โรคเบาหวาน

ร่างกายของคนเราจะมีปริมาณกลูโคสในเลือดเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว หากพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมไปถึงระดับอินซูลินในเลือดก็จะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานตามมาได้

4. โรคซึมเศร้า

ภาวะนอนไม่หลับ นอกจากจะนำมาสู่โรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบอวัยวะภายในต่างๆ แล้ว ยังส่งผลถึงสภาพจิตใจด้วยเช่นกัน เพราะโดยส่วนใหญ่ผู้ที่นอนไม่หลับ หรือนอนน้อย มักจะมีปัญหาความวิตกกังวลเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าตามมาได้ โดยภาวะนอนไม่หลับถือเป็นหนึ่งในอาการลำดับต้นๆ ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั่นเอง

5. โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ การนอนน้อย เป็นสาเหตุที่ทำให้ฮอร์โมเทสเทอสโทโรนต่ำลง ส่งผลให้ความต้องการทางเพศต่ำลงตามไปด้วย อีกทั้งการนอนน้อยก็ยังทำให้การหลั่งฮอร์โมนสืบพันธุ์ออกมาได้ค่อนข้างน้อยเช่นเดียวกัน จึงทำให้มีลูกได้ยาก

6. โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง

หากคุณปล่อยให้อาการนอนไม่หลับ นอนไม่พอ อยู่กับคุณนานๆ เข้า ก็จะก่อให้เกิดโรคนอนไม่หลับเรื้อรังตามมาได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่จะรบกวนพฤติกรรมการนอนของคุณมากกว่าเดิม เพราะจะมีอาการเผลอตื่นกลางดึกบ่อยครั้งและไม่สามารถหลับได้อีกเลย ซึ่งจะทำให้กระบวนการทำงานต่างๆ ในร่างกายเกิดความผิดปกติตามไปด้วย

อาการนอนน้อย ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากคุณกำลังเผชิญหน้ากับภาวะนอนไม่พอ หรือนอนไม่หลับ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางแก้ไขและรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม หรือหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อทำให้ร่างกายเกิดความอ่อนเพลียและเหนื่อยล้า จึงจะสามารถนอนหลับให้เป็นปกติได้ มิเช่นนั้น โรคร้ายต่างๆ อาจจะถามหาได้นั่นเอง

ดูแลสุขภาพตนเองด้วย 10 วิธีง่ายๆ ทำได้ทุกวัน

10 วิธีง่ายๆ เพื่อให้มีสุขภาพดี

ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย ถ้าอ่านหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพก็จะพบคำแนะนำจากหลายสำนักให้รับประทานบางอย่าง และห้ามรับประทานหลายอย่าง ไม่รู้จะเชื่อใครดีวันนี้เราเลยมีเคล็ดลับง่ายๆที่สรุปจากแหล่งข้อมูลต่างๆ มาให้ทุกท่านได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพในแต่วันมาฝากค่ะ

1. การรับประทานอาหารเช้า มื้อเช้าถือว่าเป็นมื้อที่สำคัญและเป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวันช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณรับประทานอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง

2.เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกายและมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี

3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกายฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือดจะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว

4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนมกินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียวเพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทนวิตามินและกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ

6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวันข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่าอาหารกลุ่มนี้ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลและควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล

7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้วช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30% แต่บางท่านต้องระวังปัญหาท้องผูกจากการดื่มชา และสีฟันที่เข้มขึ้นซึ่งอาจทำให้เสียบุคลิก

8. รับประทานให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรีสีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการรับประทานอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกันมีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการรับประทานให้กับคุณด้วย

9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การรับประทานปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีนที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมองทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่ายเหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด

10. เลือกรับประทานถั่วให้บ่อยขึ้นทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องรับประทานทุกวัน วันละสัก 2 ช้อนไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่าง เพราะมีทั้งโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ควรรับประทานถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรรับประทานครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูงอาจทำให้อ้วนได้

ถ้าปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อตามคำแนะนำข้างต้นนี้จนเป็นนิสัย สุขภาพดีๆ อยู่กับคุณไปตลอดแน่นอนค่ะ แต่ถ้าทำไม่ครบทั้ง 10 ข้อนี้ การเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และวิตามินบางชนิด ให้เหมาะสมกับความต้องการและสิ่งที่ร่างกายของแต่ละท่านขาดไป ไม่จำเป็นต้องรับประทานครบทุกอย่างเหมือนที่เพื่อนรับประทาน แต่ต้องเลือกเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น นอกจากนี้ อยากให้ทุกท่านพิจารณาถึงการเลือกซื้ออย่างชาญฉลาด โดยพิจารณาที่ฉลากข้างภาชนะบรรจุสินค้าที่ท่านเลือกมา ควรมีข้อมูลบนฉลากที่ครบถ้วน มีแหล่งผลิตที่ชัดเจน และที่สำคัญมีมาตรฐานการผลิตที่เชื่อถือได้ เพราะท่านอาจต้องเสริมวิตามินและสารอาหารเหล่านี้ในระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน จะได้แน่ใจว่าได้รับสารอาหารตามต้องการและไม่มีสิ่งปนเปื้อนอื่นแถมไปด้วยโดยไม่ได้ตั้งใจ ดูแลสุขภาพกันตั้งแต่วันนี้นะคะ