สารนิโคตินไม่เหลือตกค้าง หนึ่งในข้อดีของการเลิกบุหรี่

นี่คือสิ่งที่ผู้คนที่อยากเลิกสูบบุหรี่ นั้นอยากได้ยินที่สุด นั่นก็คือสารพิษที่ทุกคนเรียกว่าเป็นสารที่นักสูบบุหรี่ต้องการ แต่ก็เป็นสารพิษที่ทำร้ายรางกายอย่างมากมายเช่นกัน ว่าการเลิกสูบบุหรี่แล้ว สารพิษตัวนี้จะหายไปจากร่างกายเราไหม นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนอยากทราบกันมากๆ เพราะว่าถ้าเลิกบุหรี่แล้วยังคงมีสารนิตินอยู่ในร่างกาย ก็คงไม่มีอะไรต่างจากการไม่เลิกสูบ

อาจจจะต้องทำความเข้าใจกันหน่อย เกี่ยวกับสารตกค้างนั้น มีสารตกค้างหลายชนิดที่คงค้างในร่างกาย ซึ่งก็อันตรายมากเหมือนกัน และเป็นบ่อเกิดของโลกมะเร็งอย่างที่สุด แต่ว่าสารนิโคตินนี้ เป็นสารที่วิ่งในเลือด และไม่ได้มีการไปค้างที่ไหนนานๆ

สารนิโคตินนะจะหายหมดไปทั้งหมด ภายในสองวันเท่านั้น แล้วไอ้สารนิโคตินนี่หายไปได้อย่างไร ก็ง่ายๆเลย มันถูกใช้หรือขับออกจนหมดยังไงล่ะ นี่ทำให้เราเลิกกังวนได้เลยว่า สารนิโคตินยังหลงเหลืออยู่ในเลือดเรา มันหายไปหมดทันทีที่เลิกสูบเป็นเวลานานพอ แล้วมันก็ทำให้ร่างกายเราไม่ต้องมีอะไรเสี่ยงกับสิ่งที่สารนิโคตินจะทำกับร่างกายแล้วล่ะ

แต่ว่าสิ่งที่ควรห่วงมากกว่าก็คือ เรื่องของความอยากในนิโคตินซะมากกว่า ซึ่งเมื่อเรานั้นได้เลิกสูบบุหรี่เป็นเวลานานพอ จนถึงเวลาที่สารนิโคตินหมดออกจากร่างกาย แล้วนั้นก็ทำให้ความอยากในบุหรี่หรือเรียกว่าความอยากได้สารนิโคตินจะขึ้นสู่วิกฤต เพราะมันได้หายไปหมด ความผ่อนคลาย หรือความรู้สึกตอนที่มีสารอยู่ในร่างกายนั้นได้หายไป ทำให้ร่างกายเราอยากจะได้รับสารอย่างมาก

แล้วมันจะเหมือนกับการลงแดงเลยล่ะ ดังนั้นแล้ว ต้องพยายามเข้มแข็งให้มากๆล่ะ มันเป็นเรื่องที่กำลังจะยากอย่างที่สุด เมื่อไหร่ที่เรากลับไปสูบเมื่อไหร่ เจ้าสารนิโคติน ก็จะโผล่มาทันที ความพยายามทั้งหมดนั้นก็จะกลายเป็นเรื่องศูนย์ปล่าวอย่างยิ่ง เราไม่ควรผ่ายแพ้เลยล่ะมันจะเป็นเรื่องหน้าเสียดายของความพยายาม ถึงแม้เพียงแค่สองวัน แต่ถ้าผ่านช่วงสองวันได้เป็นหลายๆเดือนได้ ก็จะทำให้เรารอดพ้นความอยากที่สูงสุดของการอยากสารนิตินนแล้วล่ะ

ข้อดีของการที่ไม่เหลือสารนิโคตินในร่างกายเลย ก็คือการที่ร่างกายนั้นปลอดสารที่สามารถทำให้หลอดเลือดและเซลต่างๆได้รับการทำความสะอาด ก็จะไม่มีโอการการเกิดโรคต่างๆได้ ยิ่งโรคที่สำคัญที่สุดของการบ่อเกิดจากสารนิโคตินนั้นก็คือ มะเร็ง ก็จะหายไปจากร่างกายอีกด้วย ทำให้โอกาศของมะเร็งจะค่อยๆลดลง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยออนไลน์

สอนทำบ้านขนมหวานง่ายๆที่ใครใครก็ทำได้โดยไม่ต้องใช้เตาอบ

การทำบ้านขนมหวานนั้นส่วนใหญ่จำเป็นที่จะต้องใช้เตาอบแต่ในสูตรที่จะสอนในครั้งนี้นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เตาอบเพราะบางคนอาจจะไม่มีเตาอบดังนั้นใครที่ไม่มีเตาอบจึงจะไม่สามารถที่จะทำได้แต่วันนี้เราจะมาดูแบบที่ไม่ต้องใช้กันเรามาดูกันว่าจะต้องใช้ส่วนผสมอะไรกันบ้าง

ส่วนผสมในการทำบานขนมหวานโดยไม่ใช้เตาอบคือ

สิ่งแรกเลยคือของที่เราจะใช้ในการตกแต่งยกตัวอย่างเช่นมาร์ชเมลโลและเยลลี่อีกมากมายหลายอย่างจะเป็นรสชาติอะไรก็ได้แล้วแต่ว่าจะชอบแบบไหน

ส่วนผสมที่สองคือ สีผสมอาหาร สีผสมอาหารนั้นเราสามารถเลือกสีอะไรก็ได้ตามใจชอบหรือเราจะนำสสีผสมอาหารมาผสมสีกันก็ได้

ส่วนผสมที่สามคือ น้ำตาลไอซิงค่ะ น้ำตาลไอซิงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการทำขนมอันนี้

ส่วนผสมที่สี่คือ น้ำประมาณหนึ่งค่ะ น้ำก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นต่อการทำขนมครั้งนี้เหมือนกันค่ะ

ส่วนผสมที่ห้าคือเวเฟอร์แท่ง เวเฟอร์แท่งคือของที่สำคัญมากเช่นกันในการทำอาหารครั้งนี้ซึ้งจะต้องใช้ประมาณ 36 ชิ้นค่ะ

ส่วนผสมที่หกคือ ขนมแครกเกอร์เป็นแบบสี่เหลี่ยมแค่ 8 ชิ้นเท่านั้นค่ะ

ส่วนผสมที่เจ็ดคือ ขนมแครกเกอร์เป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนมแครกเกอร์เป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าจำเป็นที่จะต้องใช้แค่ 6 ชิ้เท่านั้นนะคะ

และของสุดท้ายคือแผ่นรองรูปสี่เหลี่ยมที่เอาไว้ใช้รองขนมของเรา 1 แผ่นค่ะ

วิธีทำ

 ให้เอาไอซิงไปคนให้เข้ากันกับน้ำหลังจากนั้นคนจนเข้ากันพอดีๆหลังจากนั้นนี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วให้พักทิ้งไว้แป็ปนึงและเอาไปทาที่เวเฟอร์แท่งแค่ 1 ด้านเท่านั้นและหลังจากนั้นให้เอาเกล็ดน้ำตาลที่เราเตรียมไว้ใช้ 32 ชิ้นและหลังจากนั้นให้เอาขนมแครกเกอร์เป็นแบบสี่เหลี่ยมวางไว้บนแผ่นสำหรับรองขนมที่เราเตรียมไว้อยู่แล้วเราจะใช้ขนมแครกเกอร์เป็นแบบสี่เหลี่ยมทำเป็นพื้นของบ้านหลังจากนั้นเอาไอซิงไปทาไว้ที่ยอดสูงสุดของบ้านขนมและรอให้ไอซิงแห้งก่อนและหลังจากนั้นไอซิงจะติกกันจนเป็นแผ่นหลังจากนั้น

เอาไอซิงบีบลงให้เป็นเส้นยาวและให้นำเวเฟอร์มาวางต่อกันและรอจนแห้งหลังจากนั้นให้บีบไอซิงและเอาเวเฟอร์มาต่อเป็นบ้านและเอาขนมแครกเกอร์เป็นแบบสี่เหลี่ยมไปวางต่อต่อกันให้กลายเป็นสองชั้นและเอาให้เอาขนมแครกเกอร์เป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าและให้เอามาประกอบกันเป็นหลังคาหลังจากนั้นเท่านี้ก็เสร็จแล้วค่ะ

 

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยฮานอยออนไลน์

เป็นสัญญาณ์ในการที่ควรจะไปตัดแว่น 

  1. คุณนั้นมีอายุมากกว่า 40 ปี เมื่อคุณนั้นมีอายุที่เพิ่มมากขึ้นคุณนั้นก็จะมีอาการต่างๆมาที่ทำให้รับรู้ว่าควรที่จะใส่แว่นตาคุณสามารถจับวัตถุใกล้ได้ อาการต่างๆมักจะเริ่มเมื่อคุณมีอายุ 40 ปีขึ้นไปและอาจแย่ลงได้เรื่องจรถึงอายุ 50 ปีแต่ปัญหาเหล่านี้นั้นแก่ได้ง่ายๆเพียงแค่ใส่แว่นสายตายาว 
  2. คุณมองเห็นแสงเป็นวงแหวนรอบๆวัตถุเวลาที่ตาของคุณไม่สามารถจับภาพได้ จะทำให้แสงเหล่านั้นกลายเป็นภาพเบลอหรือแตกกระจายออกทำให้คุณเห็นเป็นวงแหวนในรูปและขนาดต่างๆอย่างไรก็ตามอาการนี้มักเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ที่ป่วยโรคต้อกระจกโดยเฉพาะหากพบร่วมกับการมองเห็นภาพที่ไม่ชัด
  3. คุณนั้นไม่เคยทานผักใบเขียว ถ้าว่าคุณนั้นคิดว่าการรับประทานแครอทเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นความคิดที่ผิดเพราะว่าผักในใบเขียวนั้นก็มีประโยชน์เหมือนกันเพราะว่าผักเหล่านี้มีสารซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทำให้กระจกทั้งสองตานั้นใส และลดความเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจกรวมไปถึงโอกาสในการใส่แว่น 
  4. คุณนั้นมีอาการปวดหัวบ่อยๆ การเพ่งสายตามากๆนั้นอาจทำให้คุณมีอาการปวดหัวหรือว่าทำให้อาการที่ปวดหัวอยู่แล้วนั้นแย่ลงและก็ส่วนคนที่ปวดกระบอกตาด้านใน อาจจะเกิดจากคุณนั้นมีสายตาที่ยาวหรือว่าเอียง ซึ่งสามารถที่แก้ไขได้อย่างเช่นเรานั้นต้องไปตัดแว่นมาใส่แต่ถ้าว่าคุณนั้นจ้องอะไรเป็นเวลาที่นานก็ควรที่จะพักสายตาอย่างน้อย 20 นาที 
  5. คุณนั้นใช้ระยะห่างในการอ่านหนังสือ ถ้าว่าคุณนั้นเป็นคนที่สายตายาวนั้นคุณระยะนั้นก็จะไกลขึ้น แต่ว่าคุณนั้นเป็นคนที่สายตาสั้นนั้นระยะในการมองเห็นนั้นจะสั้นลงกว่าปกติ แต่ถ้าหากว่าอะไรก็แล้วแต่ที่คุณนั้นมองอยู่ที่ในระดับหนึ่งไม้บรรทัดนั้นแล้วคุณนั้นมองไม่เห็นคุณนั้นก็ควรที่จะตัดแว่นตาเป็นการด่วน เพราะว่าสายตาของคุณนั้นสั้นมากแทบจะมองอะไรนั้นไม่เห็นแล้ว
  6. เมื่อเวลาที่คุณนั้นอ่านหนังสือคุณต้องเปิดไฟ แต่ถ้าหากว่าการที่คุณนั้นใช้ไฟแล้วเปิดอ่านหนังสือแล้วแต่ว่าอ่านไม่ค่อยเห็นนั้นให้คุณนั้นเปิดไฟเพิ่มอีกหนึ่งดวง แต่ว่าถ้าเปิดไฟแล้วก็ยังมองเหมือนเดิมนั้นคุณก็ควรที่จะไปตรวจสายตาแต่ถ้าว่าคุณนั้นมีอายุที่เพิ่มมากขึ้นสัก 50 แล้วนั้นนั้นมองไม่เห็นนั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ปกติ 
  7. ตาของคุณนั้นล้าเมื่อใช้จ้องคอมพิวเตอร์  การที่เรานั้นต้องทำงานแล้วก็ต้องอยู่ในจอคอมนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้สายตาของเรานั้นเริ่มล้าในเวลาที่เราต้องจ้องทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แต่ถ้าเรานั้นใส่แว่นตาในการใช้งานคอมแล้วถ้าอาการนั้นยังไม่ดีขึ้นก็ทำให้เรานั้นกระพริบตาบ่อยๆเพื่ที่จะให้กล้ามเนื้อของตานั้นได้พักบ้าง

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยฮานอย เว็บไหนดี

ติ๊ก ฉัตรมงคล หนึ่งในดาราที่เลิกบุหรี่ได้จริง

อาจจะมีบางคนที่สามารถบอกได้ว่า ดาราคนนี้คือใคร ผมอะนะคุ้นๆหน้าอยู่ แต่ก็ไม่สามารถบอกได้จริงๆ จริงๆแล้วเขานั้นเป็นดาราหนังจักรๆวงค์ๆ ที่คุณย่าผมดูเป็นประจำนั้นเอง แล้วผมก็เป็นคนนึงที่ได้ดูอยู่บ่อยๆ แต่ก็เด็กมากๆเลยจนไม่สามารถจำได้จริงๆ แต่ยุคนั้นเป็นยุคของเขาเลย ที่ได้แสดงหนังหลายเรื่องมากๆ

แล้วก็เป็นขวัญใจแม่ยกทั้งหลาย มีงานชุมยังกับยุงแนะ เรียกได้ว่าโด่งดังแบบสุดๆ แต่สุดท้ายก็หายไปแบบไร้ร่องรอย นั้นแหละจึงพึ่งมาทราบภายหลังแหละว่ามีเหตุให้ดาราคนนี้ได้หายไปจากวงการนี้อย่างสิ้นเชิงเลย เพราะตอนยุคนั้นสิ่งที่เรียกว่ากัญชายังคงเป็นสิ่งผิดกฏหมายอย่างร้ายแรงอยู่นะ เป็นยาเสพติดเลยล่ะ

แต่ถ้าเป็นสมัยนี้ เขาสูบก็คงไม่จบอาชีพไปแบบนี้แน่ะๆ เขานั้นได้ถูกจับได้ว่าเสพกัญชา แล้วนั้นเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีมากๆเอาซะเลยสำหรับพระเอกขวัญใจมหาชนแบบนี้ แล้วเขาก็ได้โดนค่ายสั่งพักงานไม่มีกำหนด เปรียบเสมือนการไล่ออกนั้นเอง ซึ่งตอนนี้เองด้วยความดังไม่หยุดของเขา เขาก็ได้อยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ ทั้งเหล้าและบุหรี่ก็เป็นสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวันไปเสียแล้วล่ะ

หลังจากที่เขานั้นได้โดนผลักออกไปจากวงการแล้ว เขานั้นก็ได้ต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆในชีวิตอย่างมาก แล้วอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลย คือเขาไม่คิดจะกลับไปเสพกัญชาอีกแล้ว แล้วยิ่งกว่านั้นเขาก็ได้ตั้งใจที่จะเลิกอบายมุขทุกประเภทอีกด้วย ทั้งเหล้า ยา บุหรี่ เขาก็จะพยายามเลิกมันแล้วก็เริ่มชีวิตใหม่เลย แล้วนั้นก็เป็นสิ่งที่เขาได้ตัดสินใจได้อย่างดีเยี่ยมเลย เขาทำได้ แล้วก็ได้ใช้ชีวิตบทใหม่ของเขา ถึงจะไม่ได้กลับเข้าวงการบรรเทิงแล้วก็ตาม แต่เขาก็คงมีความสุขกับวิถีชีวิตแบบใหม่ที่เขาเลือก ที่น่ายกย่องที่สุด ตัวเขาเองก็ได้ออกมาบอกให้ทุกคนรู้ถึงภัยของสิ่งเหล่านี้ ที่ทำให้ชีวิตเขามุ่งสู่ทางตันอันแสนยากลำบาก

แล้วก็ออกมายอมรับตรงๆว่าเคยเสพติดกัญชา เพื่อที่จะเป็นตัวอย่างให้กับคนสมัยใหม่ที่คิดจะไปลองมัน ว่าสุดท้ายแล้วมันก็ไม่ได้ดีอะไรกับชีวิต ถึงแม้ว่าตอนนี้กัญชาก็ได้เป็นสิ่งที่ไม่รุนแรงเหมือนกับสมัยก่อนแล้วก็ตาม แต่มันก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องควบคุมอยู่ดี อะไรที่ต้องควบคุม แล้วปล่อยให้คนเสพเองแบบนี้ ค่อนข้างเป็นสิ่งที่เสี่ยงอยู่ดีแหละ แล้วถึงอย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ของกัญชาก็ไม่ใช่สิ่งที่ดูดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้วด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

ฤดูของการฉีดวัคซีนมาถึงแล้ว 

           เมื่อย่างเข้าฤดูฝนน่าจะเป็นช่วงที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลงจากอากาศร้อนมากๆมายังอากาศที่เริ่มเย็นลงแต่ยังมีฝนตกลงมาทำให้ร่างกายของคนเราอาจจะมีการปรับตามสภาพอากาศสภาพอุณหภูมิแวดล้อมไม่ทันจึงทำให้เจ็บป่วยได้ง่ายและโรคที่มาพร้อมกับสายฝนนั้นส่วนใหญ่ก็คือโรคไข้หวัดใหญ่ซึ่งไข้หวัดใหญ่นั้นมีหลายสายพันธุ์มากไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ

หรือแม้แต่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B หรือไข้หวัดใหญ่ธรรมดาซึ่งรวมแล้วไข้หวัดใหญ่นั้นมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ด้วยกันแต่ในขณะเดียวกันหากเราต้องการที่จะปกป้องตนเองไม่ให้มีการเป็นไข้หวัดใหญ่ได้ง่ายแล้วก็ควรจะมีการฉีดวัคซีนซึ่งที่จริงแล้วถ้าเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปจนถึง 12 ปี

จะมีการกำหนดเงื่อนไขว่าเด็กจะต้องมีการฉีดวัคซีนประจำปีอยู่แล้วซึ่งตัวผู้ใหญ่เองก็ควรจะมีการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันตนเองไม่ให้เป็นไข้หวัดใหญ่เนื่องจากว่าปัจจุบันนี้ไข้หวัดใหญ่นั้นมีมากมายหลายสายพันธุ์แต่ละสายพันธุ์ก็มีความรุนแรงแตกต่างกันออกไปหาเป็นไข้หวัดใหญ่ธรรมดาเราจะสามารถหายได้เองภายในระยะเวลาแค่เพียง 3 วันเท่านั้น

แต่หากเรามีไข้หวัดใหญ่ที่เป็นประเภทสายพันธุ์เอหรือว่าสายพันธุ์ดีพวกนี้จะเป็นไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการไข้รุ่นแรงต้องทำการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลหรือถ้าจะหายเองนั้นก็อาจจะเกิน 7 วันขึ้นไปดังนั้นทางที่ดีที่สุดเราจึงควรมีการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการเป็นไข้หวัดใหญ่จะเป็นการดีที่สุดสำหรับการฉีดวัคซีนนั้นเราสามารถไปติดต่อฉีดวัคซีนได้ที่โรงพยาบาลต่างๆไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลของเอกชนหรือโรงพยาบาลของรัฐบาลซึ่งการฉีดวัคซีนสามารถฉีดได้ตลอดทั้งปีแต่ทางที่ดีช่วงเวลาที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดนั้นควรจะเป็นช่วงก่อนฤดูฝน

โดยปกติแล้วช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมนี้เองที่ตามโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะมีการประชาสัมพันธ์ให้คนไข้ไปรับการฉีดวัคซีนเพื่อเป็นการป้องกันอาการเจ็บไข้ได้ป่วยการฉีดวัคซีนไม่ได้ยืนยันได้ว่าคุณจะไม่เป็นไข้หวัดใหญ่เพียงแต่ว่าหากคุณมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้วมันจะช่วยให้อาการของคุณที่แทนที่จะเป็นอาการหนักกับทุเลาเบาบางลงหรือบางคนอาจภูมิคุ้มกันดีก็จะไม่ติดไข้หวัดใหญ่

จากเพื่อนๆโดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่ต้องไปโรงเรียนอยู่เป็นประจำทุกวันอาจจะมีการติดไข้หวัดใหญ่มาจากเพื่อนๆดังนั้นการฉีดวัคซีนป้องกันการเป็นโรคไข้หวัดใหญ่จึงเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่งปัจจุบันนี้วัคซีนมีการพัฒนามากขึ้นสามารถครอบคลุมได้ทั้ง 4 สายพันธุ์เลยทีเดียวดังนั้นหากเรามีการฉีดวัคซีนแล้วจะช่วยลดความเสี่ยงอันตราย

จากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้มากทีเดียวและที่สำคัญในช่วงนี้ที่ยังคงมีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดจะถือว่าเป็นการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ด้วยเช่นเดียวกันเพราะอาการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจะมาพร้อมกับอาการเป็นไข้นั่นเอง

       

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย

ไวรัสโคโรนา เหมือนดังซอมบี้ในภาพยนตร์

จากเหตุการณ์เมื่อปลายปี 2562 ที่ถูกปิดข่าวเกี่ยวกับเรื่องโรคระบาดที่มีชื่อว่าไวรัสโคโรน่า ซึ่งเริ่มมีข่าวออกมาช่วงกลางเดือนมกราคม 2563 ที่มีข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลก ว่ามีชาวจีนเป็นโรคนี้กัน ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นที่เมืองอู่ฮัน หนึ่งในมณฑลรัฐของประเทศจีน ซึ่งสาเหตุวิเคราะห์กันว่า เป็นผลชาวจีนนิยมนำสัตว์แปลกๆ มากินเป็นอาหาร เช่น ค้างคาว!!

จึงทำให้เกิดโรคระบาดนี้ขึ้นมา ซึ่งจริงๆ แล้ว มีหมอชาวจีนที่พบแล้วทราบว่ามีโรคนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 62 และได้มีการส่งแชทไลน์กลุ่มหมอเพื่อสนทนาเรื่องนี้กัน แต่เมื่อข่าวนี้ทราบถึงหูของทางการจีน คุณหมอท่านนี้กลับถูกเรียกไปที่สถานีตำรวจ เพื่อให้ยุติการแพร่กระจายข่าวนี้เพื่อที่จะไม่สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับคนในประเทศ ซึ่งนั่นหมายความว่า ทางการจีนและตำรวจไม่มีใครเชื่อคำพูดของหมอท่านนั้น จนเมื่อกลางเดือนมกราคม โรคนี้เริ่มแสดงผลอย่างชัดเจน ด้วยมีผลที่ว่าโรคนี้จะมีการฟักตัวเป็นระยะภายใน 14 วัน

และจะเกิดไข้ขึ้นสูง และเข้าไปทำลายที่ปอดชั้นในจนเสียชีวิต และที่สำคัญโรคนี้สามารถแพร่กระจายไปคนสู่คน ด้วยการที่แค่ไอจาม หรือโดนสารคัดหลั่งเข้าที่ตัว นั่นจึงทำให้เมืองอู่ฮั่น เริ่มมีประชากรติดโรคนี้กันอย่างต่อเนื่อง และอย่างที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า คนในประเทศจีน มักจะทำธุรกิจการค้า และเป็นครอบครัวใหญ่ที่กระจายอาศัยกันอยู่ในมณฑลรัฐต่างๆ ของประเทศ

ประกอบกับที่ช่วงระยะของการฟักตัวของไข้โคโรน่านั้น เป็นช่วงตรุษจีน ซึ่งคนจีนส่วนใหญ่จะเดินทางกลับมาที่บ้านเกิดเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล และจากนั้นก็จะกลับไปทำงานหรืออาศัยที่มณฑลรัฐอื่นๆ รวมถึงกลับไปทำธุรกิจที่ต่างประเทศ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ไวรัสตัวนี้ ได้กระจายออกจากเมืองอู่ฮั่น โดยมีพาหนะที่นำพาออกมา ก็คือตัวคนนี่แหละ

ดังนั้นการแพร่ระบาดจึงเริ่มต้นขึ้นจากเมืองอู่ฮั่น ไปเมืองอื่นๆในประเทศจีน รวมถึงลุกลามไปต่างประเทศ ด้วยการนำพาของที่ติดไข้ เข้าสู่ประเทศนั้นๆ จึงมีคำถามตามมามากมายจากทั่วทุกมุมโลกว่า จะป้องกันการอย่างไรเพราะไม่มีใครรู้เลยว่าใครติดไข้นี้มา เพราะช่วงระยะเวลาที่ไข้ยังไม่ออกฤทธิ์ ทุกคนเหมือนมีอาการปรกติ นั่นคืออีกเหตุผลที่คนที่ออกจากประเทศจีน

แล้วเดินทางไปประเทศอื่นในช่วงแรกๆ จึงไม่มีใครทราบเรื่องพวกนี้ และที่สำคัญคนจีนมีกระจายอาศัยไปอยู่ทั่วโลก!!! ซึ่ง ณ เวลานี้ ไข้ไวรัสโคโรน่า เริ่มลุกลามไปยังไปประเทศต่างๆ และเริ่มทำลายคนให้เสียชีวิตไปเรื่อยๆ เหมือนในหนังที่ซอมบี้กำลังลุกลามและแพร่กระจายไป

 

ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

ต่อมบาร์โธลิน ภัยของผู้หญิง


ต่อมบาร์โธลิน เป็นต่อมในอวัยวะสืบพันธุ์ผู้หญิง ที่ปฏิบัติหน้าที่ผลิตเมือกออกมา เมื่อมีการทำให้มีการเกิดความปรารถนาทางเพศ เพื่อช่วยสำหรับการหล่อลื่น โดยลักษณ์ของต่อมบาร์โธลินนี้จะคือต่อมขนาดเล็กๆ คล้ายกับเม็ดถั่ว อยู่รอบๆปากช่องคลอดทั้งยังฝั่งซ้ายรวมทั้งขวา โดยในต่อมบาร์โธลินนี้จะมีท่อยาวราว 0.5-1.5 เซนติเมตร ยื่นเข้าไปในรอบๆ ช่องคลอดเพื่อปฏิบัติภารกิจรอส่งน้ำเมือกเข้าไปหล่อลื่นในมดลูกของผู้หญิง

ต่อมบาร์โธลินอักเสบ หรือ ที่บางบุคคลรู้จักในชื่อ “โรคฝีที่อวัยวะเพศหญิง” โดยธรรมดาพวกเราจะไม่สามารถที่จะลูบคลำเจอต่อมบาร์โธลินได้ แต่ว่าถ้าหากว่ามีการตันของต่อมบาร์โธลิน จะก่อให้มีอาการบวมขึ้น เนื่องจากเมือกด้านในท่อไม่สามารถที่จะส่งออกมายังข้างนอกได้ เมื่อสะสมนานขึ้นจนถึงแปลงเป็นถุงน้ำของต่อมบาร์โธลิน ซึ่งบางทีก็อาจจะลูบคลำได้ ซึ่งมักไม่เจ็บหรือไม่ปวด ถ้าเกิดมีการติดโรคก็จะกลายเป็นฝีขึ้น

อาการที่ชี้ว่าเป็นต่อมบาร์โธลินอักเสบ
1. ลูบคลำเจอก้อนเนื้อรอบๆ ช่องคลอด
2. ก้อนเนื้อที่เจอรอบๆ ช่องคลอดจะมีขนาดใหญ่ขึ้น แล้วก็มีการระคายเคือง เมื่อพวกเราเดิน บางรายจะรู้สึกปวดที่ปากช่องคลอด
3. ในกรณีที่ต่อมบาร์โธลินอักเสบร้ายแรงนั้น จะมีลักษณะอาการบวม แดง รู้สึกแสบร้อน ปวดอย่างหนักที่ปากช่องคลอด แล้วก็มีหนอง ร่วมด้วยลักษณะของการมีไข้ขึ้น หนาวสั่น

กรรมวิธีการรักษาต่อมบาร์โธลินอักเสบ
ในระยะเริ่มต้นที่ต่อมบาร์โธลินจะเกิดอาการที่แปลกๆ ขึ้น บางครั้งอาจจะไม่มีการแสดงอาการใดมากเท่าไรนัก ถ้าลูบคลำอวัยวะสืบพันธุ์แล้วพบว่ามีถุงน้ำ รอบๆ ปากช่องคลอด ไม่มีลักษณะของการเจ็บปวด บางทีอาจกระทำการทดลองรักษาโดยตัวเองดูก่อน ด้วยการแช่น้ำอุ่นวันละ 2 ครั้ง ทีละ 20 นาที โดยประมาณ 2-3 วัน ซึ่งความร้อนอาจจะเป็นผลให้ถุงน้ำยุบลงได้ ถ้ามีลักษณะอาการปวด บวม รวมทั้งมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ควรจะไปตรวจกับสูตินรีแพทย์เพื่อวิเคราะห์ และเริ่มการรักษา

วิธีการรักษา อาจเริ่มต้นจากการใช้ยาในการฆ่าเชื้อ การเจาะถุงน้ำหรือบางทีอาจจะต้องผ่าตัดรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ฝีมีขนาดใหญ่แล้วก็เป็นซ้ำเสมอๆ

ผงชูรส อันตรายจริงหรือ?

การรับประทานผงชูรสมากๆ ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ผมร่วง เนื่องจากมีงานวิจัยพิสูจน์แล้วว่าความเชื่อนี้ไม่ใช่เรื่องจริง อาจเป็นการเชื่อมโยงอาการต่างๆ จากอาหาร จนทำให้ผงชูรสกลายเป็นจำเลย แต่อย่าพึ่งสบายใจไป เพราะผงชูรสก็มีอันตรายเหมือนกัน

อันตรายของผงชูรส
– ทำลายสมองส่วนที่ควบคุมการเจริญเติบโต
– ทำลายระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาทตา
– อาจเป็นต้นเหตุของมะเร็ง
– เป็นอันตรายต่อหญิงมีครรภ์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของทารก
ทั้งนี้ อันตรายที่กล่าวมาไม่ใช่ว่ากินผงชูรสแล้วจะเป็นเลย เพราะว่าอันตรายนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราได้รับประทานผงชูรสเข้าไปสู่ร่างกายในปริมาณที่ “มากเกินไป” เท่านั้น

ทานผงชูรสเท่าไร ถึงจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
ในผู้ที่ยังติดการปรุงอาหารโดยใช้ผงชูรสอยู่นั้น แนะนำให้ปรุงอาหารในแต่ละเมนูและทั้งวันรวมแล้วไม่เกินวันละ 2 ช้อนชา แต่ที่จริงมันก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมได้หากเราไม่ได้ทำอาหารด้วยตัวเองในทุกมื้อ อย่างไรก็ควรเลือกทานจะดีกว่า หรือหากต้องการให้รสชาติของอาหารที่ความอร่อยกลมกล่อมใกล้เคียงกับการใส่ผลชูรส สามารถใส่วัตถุดิบจากธรรมชาติได้ เช่น สาหร่าย น้ำต้มกระดูก เป็นต้น
แม้ว่าเรื่องผงชูรสทำให้ผมร่วงจะเป็นเรื่องไม่จริง แต่ที่ผู้ใหญ่ไม่ให้เราทานผงชูรสมากเกินไปตอนเด็กๆ ก็เป็นคำเตือนหรือคำพูดที่ควรฟังไว้ เพราะในเด็กซึ่งยังไม่มีภูมิคุ้มกันขนาดนั้น และด้วยพื้นฐานของร่างกายที่ต่างกับผู้ใหญ่จึงมีโอกาสที่จะเสี่ยงมากกว่า และถึงแม้ว่าผงชูรสจะแฝงอันตรายเอาไว้มากมาย แต่หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ก็สามารถให้ประโยชน์กับคนทานอย่างเราๆ ได้เหมือนกัน

กินของดิบๆ เสี่ยงเป็นโรคไข้หูดับ

ไข้หูดับ ระบาดในไทย พบผู้ป่วย-เสียชีวิต โดยเฉพาะภาคเหนือ อีสาน
สถานการณ์โรคไข้หูดับในประเทศไทยพบผู้ป่วย 200 รายจาก 25 จังหวัด ในปี 2562 ซึ่งจำนวนผู้ป่วยคิดเป็นอัตรา 0.31 ต่อประชากรแสนคน ซึ่งจาก 200 คน พบว่าเสียชีวิตทั้งหมด 19 ราย และผู้ป่วยส่วนใหญ่พบในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป

โรคไข้หูดับ เป็นผลมาจากการบริโภคเนื้อหมูดิบ
นายแพทย์ธีรวัฒน์ วลัยเถียร ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ฟาร์มหมูจะมีความชื้นมากในช่วงฤดูฝน และด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมนี้ จึงอาจทำให้หมูป่วยได้ง่ายและติดเชื้อกันเองภายในฟาร์ม จึงอยากเตือนให้ประชาชนระวังในการปรุงอาหารด้วยการทำเมนูที่หมูดิบ เลือดหมูดิบ หรือหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ โดยเฉพาะเมนู ลาบก้อยหลู้ เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อและป่วยเป็นโรคไข้หูดับ

โรคไข้หูดับ มีสาเหตุจากอะไร?
เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า สเตรปโตคอคคัสซูอิส (Streptococcussuis) เป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคไข้หูดับ ซึ่งเชื้อนี้สามารถติดต่อมาสู่คนได้ โดยเชื้อดังกล่าวจะทำลายเยื่อหุ้มสมอง ทำให้เกิดภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด และสูญเสียการได้ยิน โดยเชื้อนี้จะอยู่ในทางเดินหายใจของหมู และอยู่ในเลือดของหมูที่กำลังป่วยการติดเชื้อมาสู่คนเกิดจากการสัมผัสโดยตรง เช่น ติดทางบาดแผลที่ผิวหนัง การกินเนื้อหรือเลือดหมูที่ไม่สุก เป็นต้น

โรคไข้หูดับ มีอาการอย่างไร?
อาการที่พบในคนที่ติดเชื้อ ได้แก่
1. มีไข้ ปวดศีรษะ

2. คอแข็ง คลื่นเหียน อาเจียน

3. บางรายแสดงอาการไข้ร่วมกับมีผื่น

4. หลอดเลือดอักเสบ

5. อุจจาระร่วง

6. บางรายติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง

7. บางรายติดเชื้อที่เยื่อหุ้มหัวใจ เยื่อหุ้มสมอง รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือดได้

8. สำหรับผู้ป่วยที่รอดชีวิต แต่ก็ไม่สามารถที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ยังคงมีความพิการหลงเหลืออยู่ เช่น ประสาทหูทั้ง 2 ข้างอักเสบ และเสื่อมจนหูหนวกถาวร และเป็นอัมพาตครึ่งซีก

โรคไข้หูดับ ป้องกันอย่างไร?
การป้องกันสำหรับผู้มีฟาร์มหมู คือ
1. หมั่นทำความสะอาดฟาร์มด้วยน้ำยาทำลายเชื้อในโรงเรือน

2. ผู้ปฏิบัติงานในฟาร์ม หรือโรงงานฆ่าสัตว์โรงชำแหละ ควรปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลได้แก่ สวมรองเท้าบู๊ท หรือสวมถุงมือสวมแว่นตาป้องกันในระหว่างปฏิบัติงาน

3. หากมีบาดแผลต้องปิดแผลให้มิดชิด และล้างมือหลังสัมผัสกับหมูทุกครั้ง

4. โดยธรรมชาติเชื้อจะถูกทำลายด้วยความร้อน ดังนั้นจึงควรกินอาหารแบบปรุงสุก จึงจะลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคในคน

ข้อควรระวังสำหรับผู้ป่วยโรคไข้หูดับ
ผู้ป่วยโรคไข้หูดับที่มีอาการไข้สูงปวดศีรษะอย่างรุนแรง เวียนศีรษะจนทรงตัวไม่ได้ อาเจียน คอแข็งหูหนวกท้องเสียปวดเมื่อยกล้ามเนื้อภายหลังสัมผัสหมูที่ป่วยหรือหลังกินอาหารที่ปรุงมาจากเนื้อหมูดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ ให้รีบพบแพทย์ทันที และบอกประวัติการกินหมูดิบให้ทราบ เพราะหากมาพบแพทย์เร็วจะช่วยลดอัตราการหูหนวก และการเสียชีวิตได้
หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรคโทร. 1422

น้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ล บรรเทาโรคหลอดเลือดหัวใจ

หากบ้านเรามีสูตรยาดีผีบอกเช่น น้ำมะนาวโซดารักษาโรคมะเร็ง หรือมะนาวหมักน้ำผึ้งรักษาเบาหวาน และอีกสารพัดโรคได้ ต่างประเทศฝั่งตะวันตกก็มีความเชื่อที่เกี่ยวกับ “น้ำส้มสายชู” เหมือนกัน แต่เป็นน้ำส้มสายชูฝรั่งที่หมักด้วยแอปเปิ้ล หรือที่เราเรียกว่า apple venigar ที่เชื่อว่าสามารถลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้เช่นกัน

นายแพทย์ ริชาร์ด ลี (Richard Lee, M.D.) อดีตบรรณาธิการ Harvard Heart Letter กล่าวว่า มีความเชื่อเกี่ยวกับน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลที่ช่วยในเรื่องของสุขภาพมากมาย ตั้งแต่การช่วยลดความอยากอาหาร (ซึ่งทำให้ช่วยลดน้ำหนักได้) ล้างสารพิษในลำไส้ เพิ่มประสิทธิภาพให้กับภูมิคุ้มกันโรค ลดไขมันในหลอดเลือดหัวใจ ไปจนถึงควบคุมการไหลเวียนโลหิตให้ทำงานได้ดีขึ้น จากคุณสมบัตรที่กล่าวมาสรุปได้ว่า เป็นคุณสมบัติที่ครอบจักรวาลมากเกินไป และยังไม่มีหลักฐาน หรืองานวิจัยที่พิสูจน์คุณประโยชน์ของน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลเหล่านี้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม ในน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลมีกรดแอซีติกที่ทำให้เกิดกลิ่น และรสเปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของน้ำส้มสายชูชนิดนี้ ญาติห่างๆ ของเจ้ากรดนี้ ที่เป็นกรดที่สังเคราะห์ขึ้นมาใช้ในอุตสาหกรรม คือ กรดเอทิลีนไดอามีนเตตราอาเซติก (Ethylenediaminetetraacetic acid) เรียกอย่างสั้นว่า EDTA หรือ กรดเอเดติก (Edetic acid) ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับสารโลหะได้ โดยมีการใช้กรดนี้ในการดึงสารโลหะอย่าง ตะกั่ว ปรอท และเหล็กที่เป็นพิษในกระแสเลือด จึงมีการใช้กรดชนิดนี้ในการทำคีเลชั่น (chelation therapy) หรือการล้างพิษ การกำจัดสารพิษในหลอดเลือด โดยมีความเชื่อว่าจะสามารถล้างสารพิษ รวมถึงคราบพลัค และคอเลสเตอรอลต่างๆ แต่อันที่จริงก็ยังไม่สามารถยืนยันผลทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างชัดเจน เป็นเพียงแต่ความเชื่อเท่านั้น

ประโยชน์ และโทษของน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ล
แม้ว่าคุณสมบัติต่างๆ จะเกินจริงไปบ้าง และยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน แต่น้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลก็เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร ใส่น้ำสลัด และทำซอสต่างๆ ให้มีรสชาติที่ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม หากรับประทานน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ลมากเกินไป อาจเป็นการลดโพแทสเซียมในเลือดให้น้อยลงโดยไม่ได้ตั้งใจ เสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ ซึ่งทำให้มีอาการท้องผูก อ่อนล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อกระตุกได้ ดังนั้น ปริมาณที่แนะนำให้รับประทาน คือ 1-2 ช้อนชาต่อมื้อ และอย่ารับประทานน้ำส้มสายชูโดยเอาเข้าปากตรงๆ หรือหากรับประทานจำนวนไม่มาก ควรรีบบ้วนปากด้วยน้ำสะอาดทันที เพราะกรดจากน้ำส้มสายชูอาจทำให้ผิวเคลือบฟันเสีย เสี่ยงต่อฟันผุ กร่อน หรือเสียวฟันได้