กินของดิบๆ เสี่ยงเป็นโรคไข้หูดับ

ไข้หูดับ ระบาดในไทย พบผู้ป่วย-เสียชีวิต โดยเฉพาะภาคเหนือ อีสาน
สถานการณ์โรคไข้หูดับในประเทศไทยพบผู้ป่วย 200 รายจาก 25 จังหวัด ในปี 2562 ซึ่งจำนวนผู้ป่วยคิดเป็นอัตรา 0.31 ต่อประชากรแสนคน ซึ่งจาก 200 คน พบว่าเสียชีวิตทั้งหมด 19 ราย และผู้ป่วยส่วนใหญ่พบในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป

โรคไข้หูดับ เป็นผลมาจากการบริโภคเนื้อหมูดิบ
นายแพทย์ธีรวัฒน์ วลัยเถียร ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ฟาร์มหมูจะมีความชื้นมากในช่วงฤดูฝน และด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมนี้ จึงอาจทำให้หมูป่วยได้ง่ายและติดเชื้อกันเองภายในฟาร์ม จึงอยากเตือนให้ประชาชนระวังในการปรุงอาหารด้วยการทำเมนูที่หมูดิบ เลือดหมูดิบ หรือหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ โดยเฉพาะเมนู ลาบก้อยหลู้ เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อและป่วยเป็นโรคไข้หูดับ

โรคไข้หูดับ มีสาเหตุจากอะไร?
เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า สเตรปโตคอคคัสซูอิส (Streptococcussuis) เป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคไข้หูดับ ซึ่งเชื้อนี้สามารถติดต่อมาสู่คนได้ โดยเชื้อดังกล่าวจะทำลายเยื่อหุ้มสมอง ทำให้เกิดภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด และสูญเสียการได้ยิน โดยเชื้อนี้จะอยู่ในทางเดินหายใจของหมู และอยู่ในเลือดของหมูที่กำลังป่วยการติดเชื้อมาสู่คนเกิดจากการสัมผัสโดยตรง เช่น ติดทางบาดแผลที่ผิวหนัง การกินเนื้อหรือเลือดหมูที่ไม่สุก เป็นต้น

โรคไข้หูดับ มีอาการอย่างไร?
อาการที่พบในคนที่ติดเชื้อ ได้แก่
1. มีไข้ ปวดศีรษะ

2. คอแข็ง คลื่นเหียน อาเจียน

3. บางรายแสดงอาการไข้ร่วมกับมีผื่น

4. หลอดเลือดอักเสบ

5. อุจจาระร่วง

6. บางรายติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง

7. บางรายติดเชื้อที่เยื่อหุ้มหัวใจ เยื่อหุ้มสมอง รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือดได้

8. สำหรับผู้ป่วยที่รอดชีวิต แต่ก็ไม่สามารถที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ยังคงมีความพิการหลงเหลืออยู่ เช่น ประสาทหูทั้ง 2 ข้างอักเสบ และเสื่อมจนหูหนวกถาวร และเป็นอัมพาตครึ่งซีก

โรคไข้หูดับ ป้องกันอย่างไร?
การป้องกันสำหรับผู้มีฟาร์มหมู คือ
1. หมั่นทำความสะอาดฟาร์มด้วยน้ำยาทำลายเชื้อในโรงเรือน

2. ผู้ปฏิบัติงานในฟาร์ม หรือโรงงานฆ่าสัตว์โรงชำแหละ ควรปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลได้แก่ สวมรองเท้าบู๊ท หรือสวมถุงมือสวมแว่นตาป้องกันในระหว่างปฏิบัติงาน

3. หากมีบาดแผลต้องปิดแผลให้มิดชิด และล้างมือหลังสัมผัสกับหมูทุกครั้ง

4. โดยธรรมชาติเชื้อจะถูกทำลายด้วยความร้อน ดังนั้นจึงควรกินอาหารแบบปรุงสุก จึงจะลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคในคน

ข้อควรระวังสำหรับผู้ป่วยโรคไข้หูดับ
ผู้ป่วยโรคไข้หูดับที่มีอาการไข้สูงปวดศีรษะอย่างรุนแรง เวียนศีรษะจนทรงตัวไม่ได้ อาเจียน คอแข็งหูหนวกท้องเสียปวดเมื่อยกล้ามเนื้อภายหลังสัมผัสหมูที่ป่วยหรือหลังกินอาหารที่ปรุงมาจากเนื้อหมูดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ ให้รีบพบแพทย์ทันที และบอกประวัติการกินหมูดิบให้ทราบ เพราะหากมาพบแพทย์เร็วจะช่วยลดอัตราการหูหนวก และการเสียชีวิตได้
หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรคโทร. 1422

น้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ล บรรเทาโรคหลอดเลือดหัวใจ

หากบ้านเรามีสูตรยาดีผีบอกเช่น น้ำมะนาวโซดารักษาโรคมะเร็ง หรือมะนาวหมักน้ำผึ้งรักษาเบาหวาน และอีกสารพัดโรคได้ ต่างประเทศฝั่งตะวันตกก็มีความเชื่อที่เกี่ยวกับ “น้ำส้มสายชู” เหมือนกัน แต่เป็นน้ำส้มสายชูฝรั่งที่หมักด้วยแอปเปิ้ล หรือที่เราเรียกว่า apple venigar ที่เชื่อว่าสามารถลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้เช่นกัน

นายแพทย์ ริชาร์ด ลี (Richard Lee, M.D.) อดีตบรรณาธิการ Harvard Heart Letter กล่าวว่า มีความเชื่อเกี่ยวกับน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลที่ช่วยในเรื่องของสุขภาพมากมาย ตั้งแต่การช่วยลดความอยากอาหาร (ซึ่งทำให้ช่วยลดน้ำหนักได้) ล้างสารพิษในลำไส้ เพิ่มประสิทธิภาพให้กับภูมิคุ้มกันโรค ลดไขมันในหลอดเลือดหัวใจ ไปจนถึงควบคุมการไหลเวียนโลหิตให้ทำงานได้ดีขึ้น จากคุณสมบัตรที่กล่าวมาสรุปได้ว่า เป็นคุณสมบัติที่ครอบจักรวาลมากเกินไป และยังไม่มีหลักฐาน หรืองานวิจัยที่พิสูจน์คุณประโยชน์ของน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลเหล่านี้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม ในน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลมีกรดแอซีติกที่ทำให้เกิดกลิ่น และรสเปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของน้ำส้มสายชูชนิดนี้ ญาติห่างๆ ของเจ้ากรดนี้ ที่เป็นกรดที่สังเคราะห์ขึ้นมาใช้ในอุตสาหกรรม คือ กรดเอทิลีนไดอามีนเตตราอาเซติก (Ethylenediaminetetraacetic acid) เรียกอย่างสั้นว่า EDTA หรือ กรดเอเดติก (Edetic acid) ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับสารโลหะได้ โดยมีการใช้กรดนี้ในการดึงสารโลหะอย่าง ตะกั่ว ปรอท และเหล็กที่เป็นพิษในกระแสเลือด จึงมีการใช้กรดชนิดนี้ในการทำคีเลชั่น (chelation therapy) หรือการล้างพิษ การกำจัดสารพิษในหลอดเลือด โดยมีความเชื่อว่าจะสามารถล้างสารพิษ รวมถึงคราบพลัค และคอเลสเตอรอลต่างๆ แต่อันที่จริงก็ยังไม่สามารถยืนยันผลทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างชัดเจน เป็นเพียงแต่ความเชื่อเท่านั้น

ประโยชน์ และโทษของน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ล
แม้ว่าคุณสมบัติต่างๆ จะเกินจริงไปบ้าง และยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน แต่น้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลก็เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร ใส่น้ำสลัด และทำซอสต่างๆ ให้มีรสชาติที่ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม หากรับประทานน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ลมากเกินไป อาจเป็นการลดโพแทสเซียมในเลือดให้น้อยลงโดยไม่ได้ตั้งใจ เสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ ซึ่งทำให้มีอาการท้องผูก อ่อนล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อกระตุกได้ ดังนั้น ปริมาณที่แนะนำให้รับประทาน คือ 1-2 ช้อนชาต่อมื้อ และอย่ารับประทานน้ำส้มสายชูโดยเอาเข้าปากตรงๆ หรือหากรับประทานจำนวนไม่มาก ควรรีบบ้วนปากด้วยน้ำสะอาดทันที เพราะกรดจากน้ำส้มสายชูอาจทำให้ผิวเคลือบฟันเสีย เสี่ยงต่อฟันผุ กร่อน หรือเสียวฟันได้

ปัญหาไขมันในเลือดสูงเกิดจากอะไรบ้าง

สุขภาพตับดีได้ หยุดพฤติกรรมทำลายตับ !

ในปีนี้ หากใครที่มีเป้าหมายว่าต้องมีสุขภาพที่ดี จากภายในสู่ภายนอก ร่างกายแข็งแรง การออกกำลังกายก็เป็น 1 ในวิธีที่สำคัญและยังมีอีก 4 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะถ้าสุขภาพตับไม่ดี สุขภาพของอวัยวะอื่น ๆก็จะไม่ดีตามไปด้วย

 

อดมื้อเช้า

อย่างที่เราทราบกันดีว่ามื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดในแต่ละวัน เพราะร่างกายของเราเมื่อตื่นขึ้นมาและจะต้องประกอบกิจกรรม ภารกิจต่าง ๆในแต่ละวันอย่างมากมาย หากไม่ได้รับประทานอาหารก็จะส่งผลให้ไม่มีสารอาหารส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทำให้เกิดการขาดสารอาหารที่จำเป็นซึ่งหากเก็บไว้กินทีเดียวในมื้อเที่ยงหรือเย็น ก็จะทำให้ร่างกายอดอาหาร และส่งผลไปยังวันต่อไปที่ทำให้ตับต้องทำงานหนักในช่วงเวลากลางคืน หรืออาหารปิ้งย่างๆที่ส่งผลต่อตับโดยตรง

 

เครียด

อาการเครียดที่เกิดขึ้นแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัวนั้น ก็ส่งผลให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนแห่งความเครียด กระทบกับต่อมหมวกไต ส่วนที่หลั่งสารอะดรีนาลิน ส่งผลต่อการกระตุ้นสร้างเนื้อเยื่อของเซลล์ต่าง ๆ ภายในร่างกายให้อักเสบ จนทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระที่ตับและทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อตับได้

 

เหล้า เบียร์ ส่งผลต่อตับโดยตรง

สายปาร์ตี้ ขี้เมา ทั้งหลายควรพึงระวังไว้ให้ดีเพราะ เหล้าเบียร์นั้นจะส่งผลอันตรายต่อตับโดยตรง โดยแอลกอฮอล์จะมีฤทธิ์ทำลายเซลล์ต่าง ๆ ของตับ ทำให้ตับไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ รวมไปถึงเนื้อเยื่อต่าง ๆถูกทำลาย ส่งผลให้เกิดพังผืดเกาะที่ตับ หากรุนแรงอาจขถึงขั้นเป็นมะเร็งที่ตับได้

 

วิตามินต่าง ๆ

อาหารเสริมบางชนิด เมื่อได้รับการทดลองและค้นคว้าวิจัยแล้วพบว่า วิตามินบางชนิดจะช่วยในในเรื่องระบบต่าง ๆแต่หากมากไป วิตามินเหล่านี้จะกลายเป็นส่วนที่จำเป็น ตับจึงต้องทำหน้าที่ขับส่วนเกินออกจากร่างกาย  เพราะฉะนั้นหากรับประทานวิตามินในปริมาณมาก ๆ ก็อาจส่งผลให้ตับทำงานหนัก

 

อย่างไรก็ตามการดูแลร่างกายก็ยังเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด เนื่องจากร่างกายต้องการการดูแลเป็นอย่างดี ไม่จำเป็นจะต้องดูแลแค่ตับหรืออวัยวะภายในเท่านั้น แต่เราควรดูแลทั้งภายในไปจนถึงภายนอกหรือเรียกว่าทุกส่วนของร่างกายเลยก็ว่า เพราะทุกส่วนล้วนเป็นเรื่องที่สำคัญมากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปย่อมไม่ดีเป็นแน่ แต่การดูแลดีก็นำมาซึ่งไม่มีโรคภัยซ้อนขึ้นอีกด้วย หากการดูแลไม่ได้ดูเป็นอย่างดีก็เสี่ยงที่จะเป็นโรคซ้อนได้อาทิเช่น การกินอาหารถ้าไม่ควบคุมให้ดีๆก็เสี่ยงเป็นโรคอื่นตามมาได้หลายโรค ยกตัวอย่าง ไขมันในเลือดสูง ก็สามารถเป็นได้เนื่องจากการกินอาหารแบบวิธีผิดๆหรือไม่ควบคุม