ต่อมบาร์โธลิน ภัยของผู้หญิง


ต่อมบาร์โธลิน เป็นต่อมในอวัยวะสืบพันธุ์ผู้หญิง ที่ปฏิบัติหน้าที่ผลิตเมือกออกมา เมื่อมีการทำให้มีการเกิดความปรารถนาทางเพศ เพื่อช่วยสำหรับการหล่อลื่น โดยลักษณ์ของต่อมบาร์โธลินนี้จะคือต่อมขนาดเล็กๆ คล้ายกับเม็ดถั่ว อยู่รอบๆปากช่องคลอดทั้งยังฝั่งซ้ายรวมทั้งขวา โดยในต่อมบาร์โธลินนี้จะมีท่อยาวราว 0.5-1.5 เซนติเมตร ยื่นเข้าไปในรอบๆ ช่องคลอดเพื่อปฏิบัติภารกิจรอส่งน้ำเมือกเข้าไปหล่อลื่นในมดลูกของผู้หญิง

ต่อมบาร์โธลินอักเสบ หรือ ที่บางบุคคลรู้จักในชื่อ “โรคฝีที่อวัยวะเพศหญิง” โดยธรรมดาพวกเราจะไม่สามารถที่จะลูบคลำเจอต่อมบาร์โธลินได้ แต่ว่าถ้าหากว่ามีการตันของต่อมบาร์โธลิน จะก่อให้มีอาการบวมขึ้น เนื่องจากเมือกด้านในท่อไม่สามารถที่จะส่งออกมายังข้างนอกได้ เมื่อสะสมนานขึ้นจนถึงแปลงเป็นถุงน้ำของต่อมบาร์โธลิน ซึ่งบางทีก็อาจจะลูบคลำได้ ซึ่งมักไม่เจ็บหรือไม่ปวด ถ้าเกิดมีการติดโรคก็จะกลายเป็นฝีขึ้น

อาการที่ชี้ว่าเป็นต่อมบาร์โธลินอักเสบ
1. ลูบคลำเจอก้อนเนื้อรอบๆ ช่องคลอด
2. ก้อนเนื้อที่เจอรอบๆ ช่องคลอดจะมีขนาดใหญ่ขึ้น แล้วก็มีการระคายเคือง เมื่อพวกเราเดิน บางรายจะรู้สึกปวดที่ปากช่องคลอด
3. ในกรณีที่ต่อมบาร์โธลินอักเสบร้ายแรงนั้น จะมีลักษณะอาการบวม แดง รู้สึกแสบร้อน ปวดอย่างหนักที่ปากช่องคลอด แล้วก็มีหนอง ร่วมด้วยลักษณะของการมีไข้ขึ้น หนาวสั่น

กรรมวิธีการรักษาต่อมบาร์โธลินอักเสบ
ในระยะเริ่มต้นที่ต่อมบาร์โธลินจะเกิดอาการที่แปลกๆ ขึ้น บางครั้งอาจจะไม่มีการแสดงอาการใดมากเท่าไรนัก ถ้าลูบคลำอวัยวะสืบพันธุ์แล้วพบว่ามีถุงน้ำ รอบๆ ปากช่องคลอด ไม่มีลักษณะของการเจ็บปวด บางทีอาจกระทำการทดลองรักษาโดยตัวเองดูก่อน ด้วยการแช่น้ำอุ่นวันละ 2 ครั้ง ทีละ 20 นาที โดยประมาณ 2-3 วัน ซึ่งความร้อนอาจจะเป็นผลให้ถุงน้ำยุบลงได้ ถ้ามีลักษณะอาการปวด บวม รวมทั้งมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ควรจะไปตรวจกับสูตินรีแพทย์เพื่อวิเคราะห์ และเริ่มการรักษา

วิธีการรักษา อาจเริ่มต้นจากการใช้ยาในการฆ่าเชื้อ การเจาะถุงน้ำหรือบางทีอาจจะต้องผ่าตัดรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ฝีมีขนาดใหญ่แล้วก็เป็นซ้ำเสมอๆ

ผงชูรส อันตรายจริงหรือ?

การรับประทานผงชูรสมากๆ ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ผมร่วง เนื่องจากมีงานวิจัยพิสูจน์แล้วว่าความเชื่อนี้ไม่ใช่เรื่องจริง อาจเป็นการเชื่อมโยงอาการต่างๆ จากอาหาร จนทำให้ผงชูรสกลายเป็นจำเลย แต่อย่าพึ่งสบายใจไป เพราะผงชูรสก็มีอันตรายเหมือนกัน

อันตรายของผงชูรส
– ทำลายสมองส่วนที่ควบคุมการเจริญเติบโต
– ทำลายระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาทตา
– อาจเป็นต้นเหตุของมะเร็ง
– เป็นอันตรายต่อหญิงมีครรภ์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของทารก
ทั้งนี้ อันตรายที่กล่าวมาไม่ใช่ว่ากินผงชูรสแล้วจะเป็นเลย เพราะว่าอันตรายนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราได้รับประทานผงชูรสเข้าไปสู่ร่างกายในปริมาณที่ “มากเกินไป” เท่านั้น

ทานผงชูรสเท่าไร ถึงจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
ในผู้ที่ยังติดการปรุงอาหารโดยใช้ผงชูรสอยู่นั้น แนะนำให้ปรุงอาหารในแต่ละเมนูและทั้งวันรวมแล้วไม่เกินวันละ 2 ช้อนชา แต่ที่จริงมันก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมได้หากเราไม่ได้ทำอาหารด้วยตัวเองในทุกมื้อ อย่างไรก็ควรเลือกทานจะดีกว่า หรือหากต้องการให้รสชาติของอาหารที่ความอร่อยกลมกล่อมใกล้เคียงกับการใส่ผลชูรส สามารถใส่วัตถุดิบจากธรรมชาติได้ เช่น สาหร่าย น้ำต้มกระดูก เป็นต้น
แม้ว่าเรื่องผงชูรสทำให้ผมร่วงจะเป็นเรื่องไม่จริง แต่ที่ผู้ใหญ่ไม่ให้เราทานผงชูรสมากเกินไปตอนเด็กๆ ก็เป็นคำเตือนหรือคำพูดที่ควรฟังไว้ เพราะในเด็กซึ่งยังไม่มีภูมิคุ้มกันขนาดนั้น และด้วยพื้นฐานของร่างกายที่ต่างกับผู้ใหญ่จึงมีโอกาสที่จะเสี่ยงมากกว่า และถึงแม้ว่าผงชูรสจะแฝงอันตรายเอาไว้มากมาย แต่หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ก็สามารถให้ประโยชน์กับคนทานอย่างเราๆ ได้เหมือนกัน

กินของดิบๆ เสี่ยงเป็นโรคไข้หูดับ

ไข้หูดับ ระบาดในไทย พบผู้ป่วย-เสียชีวิต โดยเฉพาะภาคเหนือ อีสาน
สถานการณ์โรคไข้หูดับในประเทศไทยพบผู้ป่วย 200 รายจาก 25 จังหวัด ในปี 2562 ซึ่งจำนวนผู้ป่วยคิดเป็นอัตรา 0.31 ต่อประชากรแสนคน ซึ่งจาก 200 คน พบว่าเสียชีวิตทั้งหมด 19 ราย และผู้ป่วยส่วนใหญ่พบในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป

โรคไข้หูดับ เป็นผลมาจากการบริโภคเนื้อหมูดิบ
นายแพทย์ธีรวัฒน์ วลัยเถียร ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ฟาร์มหมูจะมีความชื้นมากในช่วงฤดูฝน และด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมนี้ จึงอาจทำให้หมูป่วยได้ง่ายและติดเชื้อกันเองภายในฟาร์ม จึงอยากเตือนให้ประชาชนระวังในการปรุงอาหารด้วยการทำเมนูที่หมูดิบ เลือดหมูดิบ หรือหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ โดยเฉพาะเมนู ลาบก้อยหลู้ เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อและป่วยเป็นโรคไข้หูดับ

โรคไข้หูดับ มีสาเหตุจากอะไร?
เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า สเตรปโตคอคคัสซูอิส (Streptococcussuis) เป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคไข้หูดับ ซึ่งเชื้อนี้สามารถติดต่อมาสู่คนได้ โดยเชื้อดังกล่าวจะทำลายเยื่อหุ้มสมอง ทำให้เกิดภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด และสูญเสียการได้ยิน โดยเชื้อนี้จะอยู่ในทางเดินหายใจของหมู และอยู่ในเลือดของหมูที่กำลังป่วยการติดเชื้อมาสู่คนเกิดจากการสัมผัสโดยตรง เช่น ติดทางบาดแผลที่ผิวหนัง การกินเนื้อหรือเลือดหมูที่ไม่สุก เป็นต้น

โรคไข้หูดับ มีอาการอย่างไร?
อาการที่พบในคนที่ติดเชื้อ ได้แก่
1. มีไข้ ปวดศีรษะ

2. คอแข็ง คลื่นเหียน อาเจียน

3. บางรายแสดงอาการไข้ร่วมกับมีผื่น

4. หลอดเลือดอักเสบ

5. อุจจาระร่วง

6. บางรายติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง

7. บางรายติดเชื้อที่เยื่อหุ้มหัวใจ เยื่อหุ้มสมอง รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือดได้

8. สำหรับผู้ป่วยที่รอดชีวิต แต่ก็ไม่สามารถที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ยังคงมีความพิการหลงเหลืออยู่ เช่น ประสาทหูทั้ง 2 ข้างอักเสบ และเสื่อมจนหูหนวกถาวร และเป็นอัมพาตครึ่งซีก

โรคไข้หูดับ ป้องกันอย่างไร?
การป้องกันสำหรับผู้มีฟาร์มหมู คือ
1. หมั่นทำความสะอาดฟาร์มด้วยน้ำยาทำลายเชื้อในโรงเรือน

2. ผู้ปฏิบัติงานในฟาร์ม หรือโรงงานฆ่าสัตว์โรงชำแหละ ควรปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลได้แก่ สวมรองเท้าบู๊ท หรือสวมถุงมือสวมแว่นตาป้องกันในระหว่างปฏิบัติงาน

3. หากมีบาดแผลต้องปิดแผลให้มิดชิด และล้างมือหลังสัมผัสกับหมูทุกครั้ง

4. โดยธรรมชาติเชื้อจะถูกทำลายด้วยความร้อน ดังนั้นจึงควรกินอาหารแบบปรุงสุก จึงจะลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคในคน

ข้อควรระวังสำหรับผู้ป่วยโรคไข้หูดับ
ผู้ป่วยโรคไข้หูดับที่มีอาการไข้สูงปวดศีรษะอย่างรุนแรง เวียนศีรษะจนทรงตัวไม่ได้ อาเจียน คอแข็งหูหนวกท้องเสียปวดเมื่อยกล้ามเนื้อภายหลังสัมผัสหมูที่ป่วยหรือหลังกินอาหารที่ปรุงมาจากเนื้อหมูดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ ให้รีบพบแพทย์ทันที และบอกประวัติการกินหมูดิบให้ทราบ เพราะหากมาพบแพทย์เร็วจะช่วยลดอัตราการหูหนวก และการเสียชีวิตได้
หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรคโทร. 1422

น้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ล บรรเทาโรคหลอดเลือดหัวใจ

หากบ้านเรามีสูตรยาดีผีบอกเช่น น้ำมะนาวโซดารักษาโรคมะเร็ง หรือมะนาวหมักน้ำผึ้งรักษาเบาหวาน และอีกสารพัดโรคได้ ต่างประเทศฝั่งตะวันตกก็มีความเชื่อที่เกี่ยวกับ “น้ำส้มสายชู” เหมือนกัน แต่เป็นน้ำส้มสายชูฝรั่งที่หมักด้วยแอปเปิ้ล หรือที่เราเรียกว่า apple venigar ที่เชื่อว่าสามารถลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้เช่นกัน

นายแพทย์ ริชาร์ด ลี (Richard Lee, M.D.) อดีตบรรณาธิการ Harvard Heart Letter กล่าวว่า มีความเชื่อเกี่ยวกับน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลที่ช่วยในเรื่องของสุขภาพมากมาย ตั้งแต่การช่วยลดความอยากอาหาร (ซึ่งทำให้ช่วยลดน้ำหนักได้) ล้างสารพิษในลำไส้ เพิ่มประสิทธิภาพให้กับภูมิคุ้มกันโรค ลดไขมันในหลอดเลือดหัวใจ ไปจนถึงควบคุมการไหลเวียนโลหิตให้ทำงานได้ดีขึ้น จากคุณสมบัตรที่กล่าวมาสรุปได้ว่า เป็นคุณสมบัติที่ครอบจักรวาลมากเกินไป และยังไม่มีหลักฐาน หรืองานวิจัยที่พิสูจน์คุณประโยชน์ของน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลเหล่านี้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม ในน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลมีกรดแอซีติกที่ทำให้เกิดกลิ่น และรสเปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของน้ำส้มสายชูชนิดนี้ ญาติห่างๆ ของเจ้ากรดนี้ ที่เป็นกรดที่สังเคราะห์ขึ้นมาใช้ในอุตสาหกรรม คือ กรดเอทิลีนไดอามีนเตตราอาเซติก (Ethylenediaminetetraacetic acid) เรียกอย่างสั้นว่า EDTA หรือ กรดเอเดติก (Edetic acid) ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับสารโลหะได้ โดยมีการใช้กรดนี้ในการดึงสารโลหะอย่าง ตะกั่ว ปรอท และเหล็กที่เป็นพิษในกระแสเลือด จึงมีการใช้กรดชนิดนี้ในการทำคีเลชั่น (chelation therapy) หรือการล้างพิษ การกำจัดสารพิษในหลอดเลือด โดยมีความเชื่อว่าจะสามารถล้างสารพิษ รวมถึงคราบพลัค และคอเลสเตอรอลต่างๆ แต่อันที่จริงก็ยังไม่สามารถยืนยันผลทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างชัดเจน เป็นเพียงแต่ความเชื่อเท่านั้น

ประโยชน์ และโทษของน้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ล
แม้ว่าคุณสมบัติต่างๆ จะเกินจริงไปบ้าง และยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน แต่น้ำส้มสายชูหมักด้วยแอปเปิ้ลก็เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร ใส่น้ำสลัด และทำซอสต่างๆ ให้มีรสชาติที่ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม หากรับประทานน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ลมากเกินไป อาจเป็นการลดโพแทสเซียมในเลือดให้น้อยลงโดยไม่ได้ตั้งใจ เสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ ซึ่งทำให้มีอาการท้องผูก อ่อนล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อกระตุกได้ ดังนั้น ปริมาณที่แนะนำให้รับประทาน คือ 1-2 ช้อนชาต่อมื้อ และอย่ารับประทานน้ำส้มสายชูโดยเอาเข้าปากตรงๆ หรือหากรับประทานจำนวนไม่มาก ควรรีบบ้วนปากด้วยน้ำสะอาดทันที เพราะกรดจากน้ำส้มสายชูอาจทำให้ผิวเคลือบฟันเสีย เสี่ยงต่อฟันผุ กร่อน หรือเสียวฟันได้

ปัญหาไขมันในเลือดสูงเกิดจากอะไรบ้าง

สุขภาพตับดีได้ หยุดพฤติกรรมทำลายตับ !

ในปีนี้ หากใครที่มีเป้าหมายว่าต้องมีสุขภาพที่ดี จากภายในสู่ภายนอก ร่างกายแข็งแรง การออกกำลังกายก็เป็น 1 ในวิธีที่สำคัญและยังมีอีก 4 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะถ้าสุขภาพตับไม่ดี สุขภาพของอวัยวะอื่น ๆก็จะไม่ดีตามไปด้วย

 

อดมื้อเช้า

อย่างที่เราทราบกันดีว่ามื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดในแต่ละวัน เพราะร่างกายของเราเมื่อตื่นขึ้นมาและจะต้องประกอบกิจกรรม ภารกิจต่าง ๆในแต่ละวันอย่างมากมาย หากไม่ได้รับประทานอาหารก็จะส่งผลให้ไม่มีสารอาหารส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทำให้เกิดการขาดสารอาหารที่จำเป็นซึ่งหากเก็บไว้กินทีเดียวในมื้อเที่ยงหรือเย็น ก็จะทำให้ร่างกายอดอาหาร และส่งผลไปยังวันต่อไปที่ทำให้ตับต้องทำงานหนักในช่วงเวลากลางคืน หรืออาหารปิ้งย่างๆที่ส่งผลต่อตับโดยตรง

 

เครียด

อาการเครียดที่เกิดขึ้นแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัวนั้น ก็ส่งผลให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนแห่งความเครียด กระทบกับต่อมหมวกไต ส่วนที่หลั่งสารอะดรีนาลิน ส่งผลต่อการกระตุ้นสร้างเนื้อเยื่อของเซลล์ต่าง ๆ ภายในร่างกายให้อักเสบ จนทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระที่ตับและทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อตับได้

 

เหล้า เบียร์ ส่งผลต่อตับโดยตรง

สายปาร์ตี้ ขี้เมา ทั้งหลายควรพึงระวังไว้ให้ดีเพราะ เหล้าเบียร์นั้นจะส่งผลอันตรายต่อตับโดยตรง โดยแอลกอฮอล์จะมีฤทธิ์ทำลายเซลล์ต่าง ๆ ของตับ ทำให้ตับไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ รวมไปถึงเนื้อเยื่อต่าง ๆถูกทำลาย ส่งผลให้เกิดพังผืดเกาะที่ตับ หากรุนแรงอาจขถึงขั้นเป็นมะเร็งที่ตับได้

 

วิตามินต่าง ๆ

อาหารเสริมบางชนิด เมื่อได้รับการทดลองและค้นคว้าวิจัยแล้วพบว่า วิตามินบางชนิดจะช่วยในในเรื่องระบบต่าง ๆแต่หากมากไป วิตามินเหล่านี้จะกลายเป็นส่วนที่จำเป็น ตับจึงต้องทำหน้าที่ขับส่วนเกินออกจากร่างกาย  เพราะฉะนั้นหากรับประทานวิตามินในปริมาณมาก ๆ ก็อาจส่งผลให้ตับทำงานหนัก

 

อย่างไรก็ตามการดูแลร่างกายก็ยังเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด เนื่องจากร่างกายต้องการการดูแลเป็นอย่างดี ไม่จำเป็นจะต้องดูแลแค่ตับหรืออวัยวะภายในเท่านั้น แต่เราควรดูแลทั้งภายในไปจนถึงภายนอกหรือเรียกว่าทุกส่วนของร่างกายเลยก็ว่า เพราะทุกส่วนล้วนเป็นเรื่องที่สำคัญมากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปย่อมไม่ดีเป็นแน่ แต่การดูแลดีก็นำมาซึ่งไม่มีโรคภัยซ้อนขึ้นอีกด้วย หากการดูแลไม่ได้ดูเป็นอย่างดีก็เสี่ยงที่จะเป็นโรคซ้อนได้อาทิเช่น การกินอาหารถ้าไม่ควบคุมให้ดีๆก็เสี่ยงเป็นโรคอื่นตามมาได้หลายโรค ยกตัวอย่าง ไขมันในเลือดสูง ก็สามารถเป็นได้เนื่องจากการกินอาหารแบบวิธีผิดๆหรือไม่ควบคุม